“สีหศักดิ์”เดินหน้าหาแหล่งพลังงานสำรอง-มองMOU43ยังจำเป็นยินดีฟังสว.

การเมือง

 

“สีหศักดิ์” ย้ำยึดกติกาสากล เร่งดูแลคนไทยในพื้นที่ขัดแย้ง–อพยพจากอิหร่าน พร้อมเดินหน้าหาแหล่งพลังงานสำรอง รับมือผลกระทบจากช่องแคบฮอร์มุซ และผลักดันอาเซียนเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร

 

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงต่อสื่อมวลชนภายในงาน Meet the Press ในหัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ชี้แจงถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก และแนวทางการรับมือของประเทศไทยในระยะต่อไป

 

โดยระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการยึดมั่นในกติกาและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภาวะที่เกิดการสู้รบ ซึ่งสิ่งที่น่าห่วงใยที่สุดคือความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในทุกประเทศ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทย พร้อมทั้งขอให้คนไทยในต่างประเทศปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยของประเทศที่พำนักอยู่อย่างเคร่งครัด

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อสถานการณ์ในอิหร่าน ซึ่งมีคนไทยพำนักอยู่ประมาณ 300 คน โดยได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตเร่งอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการอพยพคนไทยกลับประเทศแล้วบางส่วน แม้จะเป็นภารกิจที่มีความยากลำบาก เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานไปยังชายแดนตุรกี และต้องเสริมกำลังเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เข้าช่วยเหลือ

 

พร้อมกันนี้ ได้มีการประสานงานกับประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้เส้นทางอพยพของคนไทยปลอดจากการโจมตี และอำนวยความสะดวกในการนำคนไทยเดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัย โดยคนไทยส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับแล้ว ขณะที่บางส่วนยังคงประสงค์พำนักอยู่ต่อ

นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ตนได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของหลายประเทศในภูมิภาค อาทิ จอร์แดน โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และซาอุดีอาระเบีย เพื่อย้ำถึงความสำคัญของการดูแลความปลอดภัยของคนไทย และขอบคุณที่ได้อำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือคนไทย “ไทยมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมยืนเคียงข้างประเทศต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

 

ในส่วนของความมั่นคงด้านพลังงาน นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยยังมีน้ำมันสำรองในระดับที่มั่นคง โดยรัฐบาลได้ใช้ช่องทางทางการทูตในการแสวงหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม โดยได้มีการติดต่อกับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมในการสนับสนุน

 

ขณะเดียวกัน สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียด ส่งผลต่อการขนส่งสินค้า อาทิ น้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ย

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงเหตุการณ์เรือสินค้าได้รับผลกระทบจากการโจมตี โดยระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเร่งด่วนในการช่วยเหลือลูกเรือไทย โดยสามารถช่วยเหลือกลับมาได้แล้ว 20 คน ขณะที่ยังมีลูกเรืออีก 3 คนอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์ โดยได้ประสานงานกับทางการอิหร่านอย่างต่อเนื่องเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

 

นอกจากนี้ ไทยได้ย้ำจุดยืนว่าไม่เป็นคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ดังกล่าว และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลักเสรีภาพในการเดินเรือ พร้อมทั้งขอให้มีการแจ้งล่วงหน้าสำหรับเรือที่เดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถประสานงานด้านความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม

ในระดับพหุภาคี นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยได้เสนอให้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ เพื่อหารือแนวทางลดความตึงเครียด และผลักดันให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว โดยเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือในอาเซียนด้านความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตในอนาคต

 

พร้อมกันนี้ นายสีหศักดิ์  ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการยกเลิก MOU 43-44 ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงานสะท้อนมาว่า ต้องการเครื่องมือในการปฏิบัติงาน หาก MOUดังกล่าวถูกยกเลิก ว่า หลักการยกเลิก MOU ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต้องแจ้งไปยังฝ่ายกัมพูชา และหากไม่มี MOU แล้ว จะใช้แนวทางอะไรก็ต้องคุยควบคู่กันไปด้วย

 

อย่างไรก็ตาม MOU 43 ยังเห็นว่ามีความจำเป็นอยู่ แต่ก็ต้องไปดูอีกที ย้ำว่าขณะนี้ยังเห็นความจำเป็น แต่ก็ต้องเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ด้วย

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่