“พร้อมพงศ์” ชี้ สู้รบยืดเยื้อ วิกฤตพลังงานลากยาว ลามถึงวัตถุดิบสำคัญในชีวิตประจำวัน หวั่นราคาสินค้าพุ่ง วอนรัฐ–เอกชนเร่งกำหนดมาตรการรับมือให้ชัด กระทบประชาชนน้อยที่สุด
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐ อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มขยายวงกว้างไปยังจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสำคัญของโลก ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในหลายประเทศของภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาการขนส่งสินค้าที่ไม่สามารถดำเนินได้ตามปกติ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งพลังงานของโลก
สถานการณ์ดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึง สารตั้งต้น และวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตสินค้าในชีวิตประจำวัน อาทิ เม็ดพลาสติก ที่เกี่ยวไปถึงบรรจุภัณฑ์ ขวดพลาสติก สารประกอบที่เกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์ ยารักษาโรค รวมถึงวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นห่วงโซ่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ
จากการติดตามข้อมูลและการพูดคุยกับผู้ประกอบการรายใหญ่ พบว่าเริ่มมีความกังวลต่อการจัดหาวัตถุดิบที่อาจล่าช้าหรือมีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจทำให้สินค้าบางประเภทขาดแคลน หรือมีเพียงพอแต่ต้องปรับราคาสูงขึ้น ขณะที่ภาคการเงินและสถาบันการเงิน มีความกังวล หากวิกฤตพลังงานยาวนาน จะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการปรับราคาสินค้าบางประเภทแล้ว เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำดื่มแบบแพ็ก รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคบางชนิด เช่น เนื้อหมู และไข่ไก่ บางพื้นที่ได้มีการปรับราคาไปก่อนแล้ว โดยมีการอ้างอิงถึงต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น
ผลกระทบทั้งหมดสุดท้ายจะตกอยู่กับพี่น้องประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอฝากไปถึงรัฐบาล แม้จะอยู่ในช่วงรอยต่อของการบริหารงาน แต่ยังสามารถวางแผนและเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนด้านพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบได้ล่วงหน้า เมื่อของต้นทางมีราคาสูงขึ้น ล่าช้า หรือขาดแคลน ย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแน่นอน ขอเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการใน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1. ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านพลังงานและวัตถุดิบ (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน และประเมินผลกระทบล่วงหน้า
2. หารือร่วมกับผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และภาคขนส่ง เพื่อกำหนดแนวทางบริหารต้นทุน ไม่ให้มีการปรับราคาสินค้าพร้อมกันในวงกว้าง
3. พิจารณามาตรการบรรเทาค่าครองชีพเฉพาะหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำเป็น เพื่อลดภาระของประชาชนให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตามควรมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อให้การรับมือสถานการณ์เป็นไปอย่างมีระบบ ชัดเจน และทันต่อเหตุการณ์
เพื่อไม่ให้วิกฤตจากต่างประเทศ กลายเป็นภาระค่าครองชีพของคนไทยมากเกินไป“สงครามสู้รบอาจอยู่ไกล แต่ค่าครองชีพอยู่ใกล้ตัวประชาชน ไม่อยากให้ประชาชนต้องแบกภาระ กับสงครามสินค้าราคาแพงที่พร้อมดาหน้าเตรียมถล่มใส่ประชาชน ขอวิงวอนให้ทุกภาคส่วนวางแผนรับมือกันเอาไว้ล่วงหน้า”นายพร้อมพงศ์กล่าว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews