สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังทวีความรุนแรง หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน อาจยืดเยื้อถึง 4 สัปดาห์ ขณะที่ฝ่ายอิหร่าน โดยผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” พร้อมเตือนจะทำลายเรือทุกลำที่พยายามผ่านเส้นทางดังกล่าวเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล
การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบสำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของการขนส่งทางทะเลทั่วโลก ที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็น “โดมิโนยักษ์” ที่กำลังล้มใส่เศรษฐกิจโลกและอาจส่งแรงสั่นสะเทือนถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บรรยากาศในประเทศเริ่มปรากฏความวิตกกังวล มีประชาชนทยอยเข้าคิวเติมน้ำมัน และกังวลว่าพลังงานสำรองอาจไม่เพียงพอ
ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันชัดเจนว่า รัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลอย่างน้อย 15 วัน ไม่มีเหตุผลใดที่ประชาชนต้องกักตุน พร้อมเตือนว่าการนำน้ำมันไปเก็บไว้ที่บ้านเป็นเรื่องอันตราย เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงพลังงาน กำลังติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด หากพบปั๊มน้ำมันใดฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่เหมาะสม จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายโดยเฉพาะกรณีที่มีการยืนยันจาก ปตท. ว่ายังไม่มีการปรับราคาในช่วงนี้
ในมิติความมั่นคง รัฐบาลยืนยันว่า มีแผนรองรับสถานการณ์ครบทุกด้าน ทั้งการดูแลคนไทยในพื้นที่เสี่ยง การเตรียมแผนอพยพ และการประสานงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
ขณะเดียวกัน ฌอน เค. โอ นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางการจับตาว่าจะมีการหารือและชี้แจงท่าทีของสหรัฐฯ ต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ในด้านการทูต สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันแนวทางสันติวิธี การเจรจา และการลดการเผชิญหน้า พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงและอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศของคนไทย สะท้อนจุดยืนการทูตไทยที่สมดุล ไม่เลือกข้าง แต่ยึดหลักสันติภาพและผลประโยชน์ของชาติ
ขณะที่ในมิติเศรษฐกิจ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์รับมือผลกระทบทั้งด้านราคาพลังงาน และมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ โดยวางกรอบประเมินสถานการณ์ในช่วง 150 วัน พร้อมเร่งรัดการส่งออกและเตรียมจุดยืนการเจรจาที่ชัดเจน
ด้านนักวิชาการอย่าง ดร.สติธร ธนานิธิโชติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่า ท่าทีของรัฐบาลครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารวิกฤตแบบรอบด้าน ครอบคลุมทั้งความมั่นคง มนุษยธรรมและเศรษฐกิจ ไม่เพียงตั้งรับ แต่ยังวางยุทธศาสตร์เชิงรุกท่ามกลางความผันผวนสูงของระบบระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจพุ่งสูง กระทบต้นทุนขนส่ง ค่าไฟฟ้า ราคาสินค้า และอัตราเงินเฟ้อในไทย แม้รัฐบาลยืนยันว่ามีพลังงานสำรองและมาตรการรองรับแต่แรงกดดันจากภายนอกยังเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก
สถานการณ์ตะวันออกกลางจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะทุกความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจ อาจสะท้อนกลับมาที่ปั๊มน้ำมัน ตลาดสด และค่าครองชีพของคนไทย ท่ามกลางความผันผวนนี้รัฐบาลย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากทางการ ใช้ชีวิตตามปกติ และมั่นใจว่าทุกหน่วยงานกำลังทำงานอย่างเต็มที่….
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews