วิกฤตศรัทธา กกต. ใครเซาะกร่อนบ่อนทำลาย?

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ตกเป็นเป้า ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง เกี่ยวกับการบริหารจัดการ และความพร้อมต่างๆ กระทั่งวันเลือกตั้งและการนับคะแนนยังคงถูกโจมตีว่า มีบางอย่างไม่โปร่งใส เรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ในบางหน่วย และหลังจากนั้น ภาคประชาชน และฝ่ายการเมือง ยังพบพิรุธอีกมากมาย ทั้งบัตรเขย่ง จำนวนบัตรเขียว กับบัตรสีชมพูบางหน่วยไม่เท่ากัน รวมถึงประเด็นบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง จนมีหลายฝ่ายร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศ่าลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือไม่ จนอาจเรียกได้ว่า กกต.กำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง

 

 

และประเด็นบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง ยังขยายวงกว้างต่อไปอีก เมื่อ กกต.เปิดเกมรุก โต้กลับภาคประชาชน ที่วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบการทำงานของ กกต. ด้วยการแจ้งความต่อกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล ที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด – บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ โดย 6 ที่ถูกดำเนินคดี

 

ประกอบด้วย”ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์” ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม,”ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์” CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีบล็อคเชน,ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย”เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black,”สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง,พริษฐ์ วัชรสินธุ์ โฆษกพรรคประชาชน และ “ทรงพล เรืองสมุทร” สื่อมวลชน ซึ่งข้อหานั้นรุนแรงมากตามความผิดตาม กฏหมาย กกต.มาตรา 66 วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มาตรา 209, มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา 14

 

2 ข้อหาที่ค่อนข้างหนัก และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกินกว่าเหตุ คือ ม.116 ยุยงปลุกปั่น ประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย แตกแยกในหมู่ประชาชน ซึ่งโทษหนักจำคุกไม่เกิน 7 ปี, และมาตรา 209 ความผิดฐานเป็น”อั้งยี่” โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

 

แม้ต่อมา กกต.จะมีการชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง ๆไม่ได้เอาผิดในข้อหาถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง แต่ประเด็นดังกล่าว กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว กกต.ยังตกเป็นเป้าโจมตีอีก อย่างต่อเนื่อง พรรคการเมืองต่างๆออกแถลงการณ์เรียกร้อง ให้ ทบทวนท่าที

 

“สว.นันทนา นันทวโรภาส”แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย ที่กกต.ฟ้องประชาชน แทนที่ กกต.จะออกมาชี้แจงให้ประชาชนหายสงสัย กลับเลือกวิธีดำเนินคดีกับประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตุ เป็นการปิดฟ้าด้วยฝ่ามือขณะที่ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” อีกหนึ่งคู่ปรับของ กกต.ระบุ กลุ่มบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบ และตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ไม่ใช่อาชญากรรม หรือบุคคลที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐตามข้อกล่าวหา

 

ด้าน”สมชัย” 1 ใน 6 ผู้ถูกกล่าวหาก ก็ได้โพสต์ข้อความ ในหัวเรื่อง “ใครเซาะกร่อนบ่อนทำลาย กกต.” ว่า การจัดการเลือกตั้งของ กกต.เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่มีใครเซาะกร่อนบ่อนทำลาย กกต.นอกจากพฤติกรรมของ กกต.เอง พร้อมกับชี้ให้เห็นถึง 5 พฤติกรรม ประกอบด้วย  1.จัดการเลือกตั้งแบบไม่มีประสิทธิภาพ อ่อนหัด ไม่เป็นมืออาชีพ,  2.พฤติกรรมการวางอำนาจ ไม่ยอมรับความผิดพลาดบกพร่องของตนเอง มีข้อแก้ตัวและผ่อนปรนกับการทำผิดของตน แต่กลับเอาจริงเอาจังในการจัดการกับประชาชน,

 

3.ความไม่นิ่ง ไม่น่าเชื่อถือ ในการให้ข้อมูลกับประชาชน วันหนึ่งพูดอย่าง อีกวันเป็นอีกอย่าง หรือเจตนาโกหกประชาชน แต่ถูกจับได้,4 .พฤติกรรมไม่กล้าสบหน้าประชาชน มีปัญหาไม่กล้าออกมาชี้แจงกับสื่อ ใช้วิธีแจกข่าว เป็นการสื่อสารทางเดียวเพราะเกรงว่า จะถูกสื่อซักแล้วตอบไม่ได้ และ 5.พฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลายจึงเกิดจากเนื้อในของ กกต.เองที่ทำให้ กกต.ถูกวิพากษ์วิจารณ์สูงสุด จนกลายเป็นวิกฤตศรัทธา

 

ดังนั้น เมื่อพันธกิจหลักของ กกต.คือการทำให้การเลือกตั้งมีความสุจริตโปร่งใส แต่ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถูกตั้งคำถาม ถึงความบริสุทธิ์โปร่งใส และเป็นธรรม กกต.จึงต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง คือต้องทำให้เกิดความกระจ่างในสังคมเพื่อกอบกู้วิกฤตศรัทธา

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews