AI ทำพิษ คนจนจริงถูกตัดสิทธิ์ รัฐเร่งปลดล็อกถือครองรถ

Hot Clips Video

 

จากการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ได้สร้างความตกใจให้กับประชาชนจำนวนไม่น้อย เพราะหลายคนที่มีรายได้น้อยกลับพบว่า “ไม่ผ่านเกณฑ์” จากสาเหตุสำคัญ คือ การถือครองรถยนต์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่รัฐบาลต้องเร่งหาทางแก้ไข

 

 

หลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลังในปีนี้ กำหนดให้ผู้มีสิทธิต้องไม่มีกรรมสิทธิ์รถยนต์ส่วนบุคคล ยกเว้นรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี รถสามล้อ รถสี่ล้อเล็กรับจ้าง และรถเพื่อการเกษตร ประเภทละไม่เกิน 1 คัน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากถูกตัดสิทธิ แม้รถที่มีชื่อครอบครองจะเป็นรถเก่าที่ใช้งานไม่ได้ รถที่ขายไปแล้วแต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ หรือแม้แต่รถที่สูญหายและยังไม่ได้ดำเนินการทางทะเบียน

เมื่อปัญหาปรากฏชัด รัฐบาลจึงต้องเร่งทบทวนแนวทาง โดยมีทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกรมการปกครอง ร่วมกันแถลงด่วนถึงมาตรการช่วยเหลือและเปิดช่องทางอุทธรณ์ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่า หลักเกณฑ์เดิมมีเป้าหมายเพื่อคัดกรองผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ แต่เมื่อใช้จริงกลับพบข้อจำกัดหลายประการ จนทำให้ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากเสียสิทธิ์โดยไม่เป็นธรรม กระทรวงคมนาคม จึงเสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์สำคัญ ได้แก่ ไม่นำรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปี มาพิจารณาเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติ เพราะรถเหล่านี้ส่วนใหญ่มีมูลค่าต่ำและหลายคันแทบไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ผู้ที่มีรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี จำนวนไม่เกิน 2 คัน และยังอยู่ระหว่างผ่อนชำระ ไม่ถูกตัดสิทธิ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีรถเก่า รถชำรุด รถสูญหาย หรือรถที่ขายแบบโอนลอย สามารถแจ้งข้อเท็จจริงต่อสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อใช้ประกอบการอุทธรณ์ได้

อีกปัญหาที่พบ คือ มีประชาชนบางรายถูกนำชื่อไปใช้ซื้อรถโดยไม่รู้ตัว ซึ่งรัฐบาลเปิดช่องให้ยื่นอุทธรณ์พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ขณะเดียวกัน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากภายหลังการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยยอมรับว่าหลักเกณฑ์บางประการอาจยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของชีวิตประชาชนทั้งหมด รัฐบาลจึงไม่นิ่งนอนใจ และได้หารือร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่ประสบปัญหาในการยื่นอุทธรณ์ผ่านระบบออนไลน์

จึงเตรียมจัดตั้ง “One Stop Service” ในทุกพื้นที่ ใช้กลไกของนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน รับเรื่องและรวบรวมเอกสารจากประชาชน ก่อนส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมตรวจสอบกรณีประชาชนถูกนำชื่อไปเป็นกรรมการบริษัท เป็นผู้รับจ้าง หรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยไม่ยินยอม ซึ่งอาจทำให้ถูกตัดสิทธิ์เช่นกัน โดยจะประสานข้อมูลร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ที่นำชื่อผู้อื่นไปแอบอ้าง

อีกประเด็นที่เตรียมปรับปรุง คือ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับนักเรียนและนักศึกษานอกระบบ ซึ่งปัจจุบันถูกตัดสิทธิ์โดยอัตโนมัติ ทั้งที่หลายคนยังอยู่ในภาวะยากจน โดยกระทรวงการคลัง เตรียมนำปัจจัยด้านรายได้และฐานะทางเศรษฐกิจมาพิจารณาร่วม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น

ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประชาชนยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วประมาณ 2.9 ล้านราย และกว่า 40% เป็นปัญหาเรื่องการถือครองรถยนต์ สะท้อนว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง

รัฐบาล ยืนยันว่า จะเร่งรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ก่อนเสนอคณะกรรมการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคณะรัฐมนตรี เพื่อปรับหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากขึ้น พร้อมขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์ออกไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน เพื่อให้ประชาชนมีเวลารวบรวมหลักฐานอย่างครบถ้วน

รัฐบาลยังยืนยันว่า ผู้ที่ผ่านเกณฑ์แล้ว จะยังได้รับสิทธิเดิม ทั้งส่วนลดค่าไฟฟ้าเดือนละ 315 บาท และสิทธิค่าน้ำประปาตามเงื่อนไขของโครงการ ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ ก็ยังสามารถเข้าร่วมมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” เพื่อรับความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ ซึ่งจะเสนอต่อที่ประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ (21ก.ค.69)

ส่วนตอนนี้อยู่ในขั้นตอน ของการขอทบทวนสิทธิ์ทั้งหมด ซึ่งกระทรวงการคลัง จะรวบรวมข้อมูลจากทั้งคมนาคมและมหาดไทย โดยจะจัดประชุมคณะกรรมการประชารัฐ เมื่อมีแนวที่ชัดเจนก็จะชี้แจงให้ประชาชนสบายใจ เช่น ปัญหารถเก่าที่ไม่ได้ใช้ ไม่ได้ไปต่อทะเบียน ก็จะเพิ่มเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยยินดีรับจำนวนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด หากงบประมาณที่ตั้งไว้ไม่พอก็หางบเพิ่ม ส่วนใครที่หลุดออกไป ก็จะดูว่ามีมาตรการอื่นมาดูแลต่อไป

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่