ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างไม่เป็นทางการ แต่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะ”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” กวาดคะแนนทิ้งคู่แข่งแบบขาดลอยมากๆ ทำได้ถึง 1.4 ล้านคะแนน มากกว่าเมื่อ 4 ปีก่อนทั้งที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์น้อยกว่า ส่วนอันดับ 2 มีแค่ 2 แสนกว่าคะแนนเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้น และกลายเป็น ผู้ว่าฯ กทม.2 สมัย เป็นคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ ต่อจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ,อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร
แต่การเป็นผู้ว่าฯ สมัย 2 ก็มีสถิติ และอาถรรพ์ ที่ท้าทาย”ผู้ว่าฯชัชชาติ” ไม่น้อย เพราะในอดีต 3 ผู้ว่าฯ กทม.2 สมัย ไม่มีใครอยู่ครบเทอมเลย โดยมักจะพ้นจากตำแหน่งก่อนกำหนดด้วยปัญหาทางการเมืองหรืออุบัติเหตุทางการเมืองเสมอ
เริ่มจาก “พล.ต.จำลอง” ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรกในปี 2528 และชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในปี 2533 แต่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งก่อนกำหนด ในปี 2535 เพื่อไปตั้งพรรคพลังธรรม สู่การเมืองสนามใหญ่ระดับประเทศ แต่ภายหลัง ในปี 2539 “พล.ต.จำลอง” หวนคืนสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ “ดร.โจ-พิจิตต รัตตกุล” ไปแบบบอบช้ำ
คนต่อมา “ผู้ว่าฯอภิรักษ์”ชนะเลือกตั้ง สมัยแรกในปี 2547 ก่อนชนะอีก สมัยที่ 2 ในปี 2551 แต่ต้องลาออกจากตำแหน่ง หลังเลือกตั้งเพียง 2 เดือนเท่านั้น หลังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ แม้กฎหมายในเวลานั้น จะยังไม่มีข้อบังคับให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ “อภิรักษ์”ให้เหตุผลว่า ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองไทย และต่อมาก็สู้คดีในชั้นศาล จนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ พ้นข้อกล่าวหาดังกล่าว
คนสุดท้าย “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งแรก ปี 2552 หลังการลาออกของ “อภิรักษ์” โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ มาสานต่องานเดิม และชนะสมัย 2 ในปี 2556 แม้ตกเป็นรองคู่แข่งจากเพื่อไทย เป็นอย่างมาก แต่ด้วยสโลแกน”ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ทำให้สามารถคว้าชัยได้ แต่ในเดือนสิงหาคม ปี 2559 “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ใช้อำนาจตาม ม.44 สั่งให้ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และตรวจสอบข้อเท็จจริง ในคดีทุจริตที่มีการร้องเรียน และในเดือนตุลาคม ก็มีคำสั่งให้ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.
“อาถรรพ์” ทางการเมือง ของตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. 2 สมัย จะมีจริงหรือไม่ ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจนนัก เพียงแต่ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนมีเหตุ และปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป โดยสิ่งแรกที่มีผลต่อการอยู่หรือไป คือ ความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้น จากการไว้วางใจเลือกเข้ามาบริหารงานต่อในสมัยที่ 2 หากแก้ไขปัญหาคาราคาซังไม่ได้ ก็จะกลายเป็นแรงกดดัน จนอาจทำให้ต้องตัดสินใจบางอย่างในที่สุด ส่วนปัจจัยต่อมาที่ทำให้ผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 อยู่ไม่ยืด คือการถูกการเมืองระดับชาติแทรกแซง เพราะตำแหน่งผู้ว่า เมืองหลวง มักตกเป็นเป้าหมายทางการเมือง และได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งของการเมืองระดับชาติ ซึ่งบางครั้งนำไปสู่การกดดันเปลี่ยนขั้วอำนาจ หรือใช้กลไกทางกฎหมายมาจัดการ ส่วนประเด็นสุดท้ายคือ พันธมิตรและฐานเสียง เพราะการอยู่ในตำแหน่งนานขึ้นอาจทำให้เกิดการสะสมความขัดแย้งกับกลุ่มผลประโยชน์ หรือฝ่ายตรงข้าม จนนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มข้น และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง
“ชัชชาติ” กล่าวในการประกาศชัยชนะ หนักใจเพราะประชาชนคาดหวังเยอะ ผลงาน 4 ปีที่ผ่านมาเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ แต่นับจากนี้จะต้องสูงขึ้น ประชาชนให้เราขนาดนี้ ต้องตอบแทนไม่ให้เสียความไว้วางใจ ต้องทำงาน ทำงานทำงาน ทำงานให้หนัก เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ และตอบโจทย์ของประชาชน
ดังนั้น การเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 ของ”ชัชชาติ” จึงมีความน่าสนใจ เพราะจากผลการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงคะแนนนิยม ความเชื่อมั่นในตัวของ”ชัชชาติ” ที่เป็นความหวังของคนกรุง แต่ในขณะเดียวกันช่วงหาเสียงที่ผ่านมา ก็ถูกโจมตี ดิสเครดิสเอาไว้หลายประเด็น รวมถึงมีการยื่นองค์กรอิสระตรวจสอบในหลายเรื่อง ทำให้อนาคตการเป็นผู้ว่าฯ สมัย 2 ของ”ชัชชาติ” ถูกจับตา จะซ้ำรอยอาถรรพ์ หรือทำลายอาถรรพ์ได้เป็นคนแรก
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews