การทุจริตในการสอบบรรจุข้าราชการ ไม่ได้เป็นเพียงการโกงข้อสอบธรรมดา แต่คือการทำลายหลักความยุติธรรม และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการไทย ที่เวลานี้ กระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ จากกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ “สอบท้องถิ่น” ที่ถูกประเมินว่ามีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 4,500 ล้านบาท กลายเป็นหนึ่งในคดีทุจริตการสอบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทย
แม้การสอบครั้งนี้จะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ข้อมูลที่ปรากฏสะท้อนให้เห็นถึงขบวนการที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย มีการช่วยเหลือผู้เข้าสอบบางรายให้ผ่านการคัดเลือก โดยเจ้าหน้าที่รัฐกำลังเร่งตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมแยกผู้สอบได้ด้วยความสามารถของตนเองออกจากกลุ่มที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิของผู้บริสุทธิ์
ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังทำให้หลายฝ่ายย้อนนึกถึงคดีอื้อฉาวในอดีต นั่นคือ การทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้ารับการอบรมหลักสูตรนายอำเภอ เมื่อปีงบประมาณ 2552 ในช่วงที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในครั้งนั้น กรมการปกครอง เปิดสอบคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ซึ่งถือเป็นเส้นทางสำคัญสู่ตำแหน่งนายอำเภอในอนาคต มีผู้ได้รับการคัดเลือกจำนวน 286 คน แต่หลังประกาศผลสอบ ได้มีการร้องเรียนว่ามีขบวนการช่วยเหลือผู้เข้าสอบตามโผฝาก กว่า 150 รายชื่อ และมีการเรียกรับเงินจำนวน 700,000-800,000 บาท เพื่อแลกกับการสอบผ่าน
การตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบความผิดปกติของกระดาษคำตอบจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าสอบหลายสิบคนตอบข้อสอบตรงกันในลักษณะที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ตามปกติ
คดีดังกล่าวใช้เวลาสืบสวนและดำเนินคดียาวนานเกือบ 10 ปี ก่อนที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จะมีคำพิพากษาเมื่อปี 2563 ลงโทษอดีตอธิบดีกรมการปกครอง และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้เข้าสอบที่กระทำการทุจริตจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของฝ่ายการเมืองในขณะนั้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อมโยงถึงการกระทำความผิด จึงไม่มีการดำเนินคดีทางอาญา
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคดีสอบท้องถิ่นในปัจจุบัน หลายฝ่ายมองว่ารูปแบบการทุจริตอาจมีความซับซ้อนมากขึ้น จากเดิมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการรั่วไหลของข้อสอบ หรือการเตรียมคำตอบล่วงหน้า กลายเป็นข้อสงสัยเรื่องการแทรกแซงระบบการสอบด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการจัดสอบที่ทันสมัยกว่าเดิม
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ มูลค่าความเสียหายที่ขยายตัวจากหลักร้อยล้านบาทในอดีต สู่ระดับหลายพันล้านบาทในปัจจุบัน สะท้อนว่าหากมีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ย่อมไม่ใช่การกระทำของบุคคลเพียงไม่กี่คน แต่เป็นขบวนการที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างถึงที่สุด
ล่าสุด นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า หากพบข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่สามารถดำเนินการได้ ก็พร้อมตรวจสอบทุกเรื่อง รวมถึงคดีทุจริตสอบในอดีต แต่ในขณะนี้จะเร่งคลี่คลายคดีทุจริตสอบท้องถิ่นก่อนเป็นลำดับแรก
พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายใน 7 วัน และเดินหน้าขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ที่อาจเชื่อมโยงกับขบวนการดังกล่าว โดยยืนยันว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดี แม้จะลาออกจากราชการไปแล้วก็ตาม
ดังนั้น คดีโกงสอบนายอำเภอเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ใช้เวลานานนับทศวรรษกว่าความจริงจะปรากฏ ทำให้สังคมจับตาว่า คดีโกงสอบท้องถิ่นมูล ที่มีค่ากว่า 4,500 ล้านบาท ในวันนี้ จะสามารถสาวไปถึงผู้บงการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มากน้อยเพียงใด และคลิปเสียงสนทนาการกล่าวอ้างถึงการเรียกรับเงินจำนวน 350,000 บาท เพื่อนำไปส่งต่อให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น เพื่อช่วยเหลือเรื่องการสอบราชการนั้นเป็นใคร
แต่นายอนุทิน ได้ระบุว่า เป็นคลิปเสียงเก่า ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม แต่ไม่รู้ว่าเดือนธันวาคมปีไหน แต่ไม่ใช่ปี 2567 ก่อนที่จะมีรัฐบาลปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน ส่วนเดือนธันวาคม ปี 2568 ซึ่งตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นมีรัฐมนตรีช่วย มี 3 คน คือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์, นางสาวศศิธร กิตติธรกุล ซึ่งก็มีอยู่แค่นี้ จะต้องไปสืบว่า คลิปนี้เป็นคลิปจริง หรือเป็นAI ผลิตขึ้นหรือไม่..
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews