ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คึกคักเป็นอย่างมาก ตั้งแต่วันแรกของการเปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการ บรรดาผู้สมัคร ต่างใช้ช่วงเวลาวันหยุดยาว ตระเวณลงพื้นที่พบปะประชาชน นำเสนอนโยบาย ขอคะแนนเสียงกันอย่างเต็มที่ ก่อนจะถึงวันหย่อนบัตร 28 มิถุนายน 2569 “นโยบาย” ด้านการเดินทาง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และการบริหารเมือง ของผู้สมัครแต่ละคน เป็นอย่างไร มีแนวคิด วิธีการ ที่จะนำพากรุงเทพมหานครไปในทิศทางใดบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มตัวเต็งตามผลโพล ทีมข่าว INN รวบรวมไว้ดังนี้
เริ่มจาก “ชัชชาติ สิทธิพันธ์” เจ้าของตำแหน่งเดิม หมายเลข 9 ขึ้นเวทีปราศรัยทันทีในช่วงเย็นของวันเปิดรับสมัคร เปิดนโยบายไปกว่า 250 ข้อ ที่จะทำ โดยเน้น “9 ด้าน 9 ดี” เดินหน้ากรุงเทพฯ ต่อเนื่อง พร้อมสโลแกน “กรุงเทพฯ น่าอยู่สำหรับทุกคน” ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม สวัสดิการ และความโปร่งใส ต่อยอดระบบ ทราฟีฃฟี ฟองดู ( Traffy Fondue) เปิดข้อมูลเมืองผ่าน Open Data Bangkok และแนวคิด “เมือง 15 นาที” ที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้ใกล้บ้านมากขึ้น นำระบบเทคโนโลยี AI CCTV เข้ามาตรวจจับและกวดขันรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่บนทางเท้า ส่วนการแก้ปัญหาน้ำท่วม, ฝุ่น PM2.5,กำจัดขยะ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวตั้งเป้าเพิ่มต้นไม้ 1.8 ล้านต้น ควบคู่กับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อหลายรูปแบบ และพัฒนาระบบ การแพทย์ทางไกล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างรวดเร็ว
คนต่อมา “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หมายเลข 10 ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ที่มาพร้อมสโลแกน “กรุงเทพง่าย ๆ” มีนโยบายหลักแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ เลี้ยงครอบครัวง่าย ค้าขายง่าย เดินทางง่าย และใช้ชีวิตง่าย เปิดตัวแคมเปญหาเสียงผ่านบิลบอร์ดขนาดใหญ่ทั่วกรุ”สร้างเมืองที่แคร์คน” พร้อมนำเสนอ 10 นโยบายสำคัญที่มุ่งแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตของคนกรุง อาทิ การเพิ่มเส้นทางรถเมล์เชื่อมต่อรถไฟฟ้าพร้อมจุดรอรถที่มีหลังคา ฟื้นฟูการเดินทางทางน้ำผ่านระบบเรือเมล์ในคลอง
การแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการลอกท่อ 100% ทุกปี การเชื่อมระบบกล้อง CCTV ภาครัฐและเอกชน พร้อมใช้ AI ป้องกันอาชญากรรม การรับประกันพื้นที่ค้าขายโดยไม่ต้องจ่ายส่วย การดูแลผู้ป่วยติดเตียงฟรี พร้อมจ้างผู้ดูแลกว่า 5,000 ตำแหน่ง รวมถึงการเพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัยในชุมชน สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ด้วยมาตรการส่งเสริมการใช้จ่าย และโครงการที่พักอาศัยราคาประหยัดสำหรับประชาชนในเมือง
คนที่ 3.”อนุชา บูรพชัยศรี” เบอร์ 5 พรรคประชาธิปัตย์ ที่มา พร้อมสโลแกน “เมืองฟ้าอมร and more” ตระเวณอาเสียงแบบทีมใหญ่ มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม่ทัพใหญ่ พร้อมด้วย กรณ์ จาติกวณิช และ สกลธี ภัทรธิยกุล อย่างต่อเนื่อง พร้อชูนโยบาย 5 ด้านหลัก คือ เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ใช้ชีวิตสบาย รายได้เพิ่ม และตรวจสอบได้ เสนอใช้ AI บริหารเส้นทางรถเมล์ และพัฒนาระบบฟีดเดอร์ (Feeder) เชื่อมต่อรถไฟฟ้า ส่วนด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าลดขยะฝังกลบ และเพิ่มเทคโนโลยีแปลงขยะเป็นพลังงาน ส่วน ด้านคุณภาพชีวิต จะเพิ่มพื้นที่สาธารณะ ลานกีฬา Art Space และพัฒนาศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อคนกรุง รวมถึงจะใช้ แพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” เปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนตรวจสอบได้
คนที่ 4.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เบอร์ 1 ผู้สมัครอิสระ สโลแกน “SAVE BKK – BKK SAFE” โดยเน้นภาพ “กรุงเทพฯ เมืองปลอดภัย” ด้วยนโยบายสำคัญ คือ การปราบส่วย มาเฟีย และเครือข่ายผลประโยชน์สีเทา รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลด้านสัมปทานและงบประมาณให้ประชาชนตรวจสอบได้มากขึ้น และประเด็นสำคัญที่เป็นจุดขาย คือเรื่องของ นโยบายพลังงานกับค่าครองชีพในเมือง เพราะเป็นนักเคลื่อนไหว ที่ต่อสู้ในเรื่องของราคาพลังงานมาก่อน ปฏิรูปการทำงานของหน่วยงานราชการ สู่ระบบแพลตฟอร์มดิจิทัล 100% เปิดพื้นที่การค้าเสรีชุมชนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดตั้งโรงพยาบาลสัตว์ครบวงจร,ใช้ AI อัจฉริยะบริหารจัดการจราจรทั่วกรุงเทพฯ คาดประหยัดงบประมาณได้สูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี
คนที่ 5.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 14 เปิดตัวด้วยแนวคิด “มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต” ชูนวัตกรรม Human Innovation ขับเคลื่อนการบริหารจัดการเมืองหลวงด้วยเทคโนโลยี AI เต็มรูปแบบ, แก้ปัญหาวิกฤตเมืองหลวง 3 ด้านหลัก น้ำท่วม, การจราจร และฝุ่น PM 2.5 ทันที หากได้รับชัยชนะ มุ่งสร้างเมืองที่อากาศสะอาด เดินทางสะดวก มีความปลอดภัยสูง เศรษฐกิจฟื้นตัว และเป็นเมืองที่เข้าใจคนทุกกลุ่ม และฟื้นฟูสมาชิกสภาเขต หรือ ส.ข.เพื่อให้มีผู้แทนคอยดูแลทุกข์สุขของประชาชนในระดับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด รวมถึงแนวคิด “เศรษฐกิจ 24 ชั่วโมง”ที่ต้องการผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่สร้างรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตลอดทั้งวัน
คนที่ 6. คมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 13 ที่ชูสโลแกน “กรุงเทพฯ ต้อง Move on” โดยเน้นภาพลักษณ์เมืองยุคใหม่ และการปรับระบบบริหารให้ทันกับคนรุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีบริหารเมือง ขับเคลื่อนนโยบาย “Move on 3D” เพื่อตอบสนองและรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนกรุงฯ มุ่งเน้นการสร้างสภาวะแวดล้อมให้ประชาชนมี “คุณภาพชีวิตดี ปากท้องดี และสุขภาพดี” มอบสิทธิพิเศษและการเข้าถึงบริการของรัฐผ่านบัตรสิทธิประโยชน์ “BKK CARD” และแก้ปัญหาส่วย อิทธิพลในระบบ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่สำหรับผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่
คนสุดท้าย “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” จากพรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 12 สโลแกน “สร้างชีวิตดี ชีวิตคุณภาพ” โดยมีนโยบายหลัก จราจรไร้รอยต่อ ใช้ระบบ AI ควบคุมสัญญาณไฟจราจร พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบรถไฟ เพื่อแก้จุดตัดทางข้ามอย่างยั่งยืน, ล้างบางทุจริต ปฏิรูปขั้นตอนการอนุมัติ และอนุญาตก่อสร้าง ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน, นำเทคโนโลยีขั้นสูง”พลาสม่าอาร์ค” (Plasma Arc) มาใช้เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นศูนย์ สนับสนุนกลุ่มผู้ค้าสตรีทฟู้ดเพื่อสร้างรายได้ โดยจัดระเบียบไม่ให้เบียดเบียนพื้นที่ทางเท้าของประชาชน
ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม.2569 นอกจากจะเป็นการแข่งขันในเชิงตัวบุคคลแล้ว ยังต้องแข่งขันกันในด้านแนวคิด นโยบายที่จะมาบริหารเมืองที่หลากหลาย ซึ่งแน่นอนว่า ล้วนเป็นประโยชน์ต่อคนกรุง และคนที่มาทำงานอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ แต่ทั้งหมดทั้งมวล จะต้องได้รับฉันทามติจากคนกรุงผ่านการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ก่อน..
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews