กลายเป็นชนวนเหตุความร้อนแรงบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยพฤษภาคม 2569 เมื่อคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ถูกหยิบยกขึ้นมาขยายความและนิยามโดย “พรรคประชาชน” จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
ท่ามกลางบรรยากาศที่ กทม. กำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ สังคมและนักวิเคราะห์ต่างเริ่มตั้งคำถามสำคัญทางคณิตศาสตร์การเมืองว่า การขยับหมากเดินเกมใหญ่อภิปรายเรื่องโครงสร้างอำนาจในเวลานี้ เป็นความตั้งใจในการสะท้อนปัญหาของกติการัฐธรรมนูญ 2560 จริงๆ หรือเป็นเพียง “กลยุทธ์เชิงลึก” ในการปั่นกระแสเพื่อช่วงชิงพื้นที่ความสนใจในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นเมืองหลวงกันแน่?
มุมมองสปอตไลต์ฝั่งผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง “จตุพร พรหมพันธุ์” วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ได้ออกมาวิเคราะห์ ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชนกำลังพยายามขยายเนื้อหาและนิยามของระบอบสีน้ำเงินให้ใหญ่โตเกินกว่าความเป็นจริง
“จตุพร” ระบุว่า นี่อาจเป็นพฤติกรรมที่ “ไร้เดียงสา” ทางการเมือง เพราะการไปปลุกประเด็นความขัดแย้งที่ละเอียดอ่อน อาจเป็นการเปิดประตูนำพาความหายนะมาสู่ตนเอง และเสี่ยงต่อการถูก “ล้มกระดานทางการเมือง” ซ้ำร้ายจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนรอคอยล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่ในอดีตเคยมีข้อตกลงร่วมกันอย่างชัดเจนมาแล้ว
“จตุพร“ ยังมองว่า กุศโลบายสร้างกระแสเพื่อชิงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และนายกเมืองพัทยาด้วยวิธีนี้ มันเริ่มประหลาดเข้าไปทุกที เมื่อเล่นเกมใหญ่เกินตัว เพื่อให้ได้คะแนน ผลลัพธ์สุดท้ายหากพลาดขึ้นมา อาจต้องสิ้นเนื้อประดาตัว และคำถาม คือผู้สมัครของพรรคประชาชนจะเอาอะไรไปสู้ความนิยมเดิมของแชมป์เก่าอย่าง ”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”
ทันทีที่กระแสวิจารณ์ตีกลับ ฟากฝั่ง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที ยืนยันว่า ไม่ได้มีการปั่นกระแสเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อหวังผลดึงคะแนนเสียงในสนามเสาชิงช้าอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์
“ณัฐพงษ์” ให้เหตุผลทางสถิติว่า ประชาชนแยกแยะได้ ระหว่างการเลือกตั้งระดับชาติและการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งมีปัจจัยและตัวแปรในการตัดสินใจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พร้อมแสดงความมั่นใจในตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ และทีมผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขตของพรรค ว่า มีนโยบายและศักยภาพที่ดีเยี่ยม ไม่แพ้แชมป์เก่าอย่างทีมชัชชาติแน่นอน
“ณัฐพงษ์” มองว่า การวิเคราะห์ของนักวิชาการหรือนักสังเกตการณ์เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่เราไม่ได้โยงประเด็นระดับประเทศมาทำกระแสท้องถิ่น ทีมงานของเรามีความพร้อมที่จะเสนอตัวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้คนกรุงเทพฯ ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้”
ดังนั้น หากมองอย่างเป็นกลาง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนมุมมองสองด้านทางการเมือง ด้านหนึ่งคือการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตั้งคำถามและตรวจสอบความสมดุลของโครงสร้างอำนาจรัฐ แต่อีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า จังหวะเวลาและน้ำหนักในการสื่อสารได้ทำให้เกิดความระแวงจากฝ่ายต่างๆ ว่ามีนัยแอบแฝงหรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว วาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” จะเป็นเพียงแค่กลยุทธ์ชิงพื้นที่ข่าว หรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขจริงๆ ไม่มีใครตอบแทนได้นอกจากดุลยพินิจของประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ที่จะเป็นผู้ส่งเสียงผ่านคูหาเลือกตั้งว่าพวกเขาต้องการผู้ว่าฯ ที่เน้นนโยบายปากท้องหน้างาน หรือผู้ว่าฯ ที่มาพร้อมการเปลี่ยนผ่านในเชิงอุดมการณ์
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews