ประเด็นความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะแม้จะเดินหน้าใช้เวทีการเจรจาทางการทูต และล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนฝรั่งเศส จึงใช้เวทีพบหารือกับประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ชี้แจงจุดยืนของไทยต่อข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา ต่อสายตาประชาคมโลก
โดยนายอนุทิน ระบุว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ไทยต้องเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดน ทั้งการเผชิญหน้าทางทหาร และแรงกดดันทางการทูต ทำให้ตนลงพื้นที่แนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้กำกับดูแลด้านความมั่นคง และในฐานะผู้นำรัฐบาล พร้อมย้ำว่า การได้ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง ทำให้สามารถอธิบายข้อเท็จจริงต่อผู้นำต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ เพราะเห็นสถานการณ์จริงด้วยตา และมีหลักฐานภาพถ่ายจากพื้นที่จริงทุกจุด ** ยืนยันว่า ไทยดำเนินการทุกอย่างภายใต้หลักการปกป้องอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน ไม่ใช่การรุกรานประเทศเพื่อนบ้านอย่างที่ถูกกล่าวหา
อีกประเด็นสำคัญ คือ กรณีที่กัมพูชายื่นเรื่องต่อ UNESCO ขอให้เข้าตรวจสอบผลกระทบต่อพื้นที่มรดกโลกจากเหตุปะทะชายแดน นายอนุทิน ระบุว่า ไทยไม่ได้ขัดข้อง แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ตรวจเฉพาะพื้นที่ของกัมพูชา พร้อมยืนยันว่า ไทยอยู่ในฐานะ “ฝ่ายป้องกัน” แต่หากมีการรุกล้ำ ไทยก็พร้อมตอบโต้เต็มที่
แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ยังถูกจับตาในมิติการแข่งขันทางการทูต เพราะก่อนหน้านี้ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางพบประธานาธิบดีฝรั่งเศสไปก่อนแล้ว เมื่อช่วงวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา พร้อมประกาศเดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์กัมพูชา–ฝรั่งเศส สู่ หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และเตรียมต้อนรับผู้นำฝรั่งเศสเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความพยายามลดอุณหภูมิความขัดแย้งยังคงเดินหน้า โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้หารือทวิภาคีกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ที่ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความพยายามลดอุณหภูมิความขัดแย้งยังคงเดินหน้า โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้หารือทวิภาคีกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ที่ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องจากการพบกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์
แม้การหารือยังไม่มีข้อยุติ แต่ทั้งสองฝ่ายพยายามเปิดช่องพูดคุย เพื่อรักษาบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวเรื่องเขตแดนทางทะเล หลังไทยยกเลิก MOU ปี 2544 ซึ่งกัมพูชามองว่าไทยตัดสินใจฝ่ายเดียว
ฝ่ายไทยชี้แจงว่า การยกเลิก MOU ดังกล่าว ไม่ได้ต้องการปิดทางเจรจา แต่เพราะเห็นว่าไม่มีความคืบหน้า และต้องการเปิดกรอบใหม่ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ที่ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิก
อย่างไรก็ตาม จุดต่างสำคัญอยู่ที่แนวทางแก้ปัญหา โดยกัมพูชาต้องการเข้าสู่กระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ” ตามกลไกสากล ขณะที่ไทยเสนอให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันโดยตรงก่อน ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี และลดแรงเผชิญหน้า
นอกจากนี้ ไทยยังเสนอว่า การเจรจาเรื่องเขตแดน ไม่ควรมองแค่เส้นแบ่งพื้นที่ แต่ต้องรวมถึงความมั่นคงชายแดน การค้าชายแดน และความร่วมมือระหว่างประชาชนสองประเทศ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการเมือง ความไว้ใจ และการทูตควบคู่กัน
สถานการณ์เวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องดินแดน แต่เป็นเกมการทูต และเกมความมั่นคง ที่ทั้งไทยและกัมพูชากำลังพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ภายใต้สายตาของประชาคมโลก ขณะที่การพูดคุยยังต้องเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางโจทย์สำคัญ คือ จะรักษาอธิปไตย ควบคู่กับการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายได้อย่างไร
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews