“ระบอบสีน้ำเงิน” จุดชนวนศึก 3 เส้า “ภท.-ปชน.-สว.”

Hot Clips Video
กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง จากวาทกรรม คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่พรรคประชาชนหยิบยกขึ้นมาใช้ จนเกิดแรงกระเพื่อมทั้งใน สว. พรรคฝ่ายค้าน และพรรคแกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นโครงสร้างอำนาจของ สว. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60

 

 

ซึ่งต้นตอของประเด็นเริ่มจาก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ สว. พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มีการเมืองในลักษณะ “ระบอบสีน้ำเงิน”ที่กำลังบิดเบือนหลักการประชาธิปไตย และทำให้ระบบการเมืองไทยไม่ยึดโยงกับประชาชน

คำกล่าวดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กับ สว. บางส่วน จนมีการรวมตัวออกมาแถลงข่าวตอบโต้ พร้อมเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ออกมาขอโทษ แต่หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันว่า ไม่ติดใจที่ สว. จะออกมาแสดงจุดยืน แต่อยากให้สังคมตรวจสอบว่า บุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวเหล่านั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. รอบสุดท้ายหรือไม่ โดยเฉพาะข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียทั้งเรื่องการแต่งกาย สีเสื้อ และการเดินทางมาเป็นกลุ่ม

นายณัฐพงษ์ ยังย้ำด้วยว่า หาก สว. เห็นว่าระบบการคัดเลือกปัจจุบันมีปัญหา ทางออกคือการร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้ระบบการเมืองยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น พร้อมเสนอหลักการสำคัญ 3 เรื่อง คือ รัฐธรรมนูญต้องยึดโยงกับประชาชน ไม่มีการผูกขาดอำนาจ และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง

ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ออกมาอธิบายความหมายของคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” อย่างชัดเจน โดยระบุว่า หมายถึง กลุ่มการเมืองที่อาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญปี 2560 เข้าไปมีอิทธิพลเหนือกระบวนการเลือก สว. ผ่านระบบเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง

นายพริษฐ์ มองว่า เมื่อสามารถครอบครองเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาได้ ก็จะส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงองค์กรอิสระต่าง ๆ เพราะ สว. มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญจนอาจนำไปสู่การรวมศูนย์อำนาจทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรตรวจสอบไว้ในกลุ่มการเมืองเดียว

พร้อมกันนี้ พรรคประชาชน ยังตั้งข้อสังเกตไปถึงแนวทางแก้รัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้การผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. ถึง 2 ใน 3 โดยฝ่ายค้านมองว่าเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า มีความพยายามควบคุมเสียง สว. หรือไม่

ด้านพรรคภูมิใจไทย และแกนนำรัฐบาล ต่างออกมาตอบโต้ทันที โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า การเมืองเป็นเรื่องปกติ ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ตรวจสอบส่วนรัฐบาลก็ทำหน้าที่บริหารประเทศ พร้อมระบุว่า ไม่เข้าใจความหมายที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่า พรรคภูมิใจไทยเป็น “เอเยนต์ของระบอบสีน้ำเงิน”

ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มองว่า ทุกพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ต่างก็เป็น “เอเยนต์ของประชาชน” ทั้งนั้น พร้อมย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นจากคะแนนเสียงของประชาชนไม่ใช่จากการสืบทอดอำนาจตามที่ถูกกล่าวหา

นายภราดร ยังมองว่า การหยิบวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” มาโจมตีรัฐบาล เป็นเพียงการสร้างกระแสทางการเมือง และพยายามดิสเครดิตฝ่ายบริหาร ทั้งที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ จึงอยากให้ทุกฝ่ายหันกลับมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ และใช้กลไกของรัฐสภาในการตรวจสอบมากกว่าการสร้างวาทกรรมใหม่

เช่นเดียวกับ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มองว่า การพูดถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นเพียงกิมมิคทางการเมืองของฝ่ายค้าน เพื่อใช้ต่อสู้ทางความคิด และยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยมาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างถูกต้อง

ศึกวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปะทะกันด้วยถ้อยคำทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของวุฒิสภา ระบบเลือกตั้ง และทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญทางการเมืองไทยในระยะต่อจากนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสการแก้รัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ กำลังถูกจับตามองจากทุกฝ่าย

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่