ผลพวงจาก รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ผ่านไป 12 ปีแล้ว แม้ในวันนี้ เราจะไม่ได้เห็นภาพของรถถังหรือกองทัพบนท้องถนน และไม่มีการใช้มาตรการเผด็จการอย่างมาตรา 44 อีกต่อไป แต่ในมุมมองของฝ่ายค้าน ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนไม่ได้จางหายไปไหน
หากแต่กำลังเกิดขึ้นทุกวันในรูปแบบที่ “แนบเนียนและหนักหน่วง” ยิ่งกว่าเดิม ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” องคาพยพทางการเมืองยุคใหม่ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จกินรวบประเทศ ทั้งในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และรุกคืบเข้ายึดกุมกลไกตรวจสอบอย่างองค์กรอิสระอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
จุดเริ่มต้นของระบอบนี้ ถูกหล่อเลี้ยงด้วย “ปุ๋ยชั้นดี” อย่างรัฐธรรมนูญปี 2560 มรดกชิ้นสำคัญจากการรัฐประหาร ย้อนกลับไปหลังการเลือกตั้งปี 2566 ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องยอม “ฮั้วอำนาจ” จับมือจูบปากกับพรรคเพื่อไทย เพื่อจัดตั้งรัฐบาล
และเมื่อ สว. แต่งตั้งชุดเก่าหมดวาระลง ช่องโหว่ของกติกาการเลือกกันเองของ สว. ชุดใหม่ ก็กลายเป็นช่องทางให้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงินเข้ายึดกุมสภาบน ด้วยการลงทุนจัดตั้ง “บล็อกโหวต” จนสามารถกวาดเก้าอี้ สว. สายสีน้ำเงินไปได้ไม่น้อยกว่า 150 คน หรือคิดเป็น 3 ใน 4 ของวุฒิสภาทั้งหมด!
ข้อมูลทางการเมืองชี้ชัดว่า ใครก็ตามที่คุม สว. ได้ ก็เท่ากับคุมอำนาจในการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้พิพากษา และข้าราชการระดับสูงได้ทั้งหมด กลไกเหล่านี้จึงถูกใช้เป็นอาวุธในการแช่แข็งการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และโดดเดี่ยวทำลายกลุ่มการเมืองที่คิดท้าทาย จนถูกวิจารณ์ว่านี่คือ “การรัฐประหารเงียบทางการเมือง” ที่น่ากลัวกว่าการลากรถถังออกมาเสียอีก เพราะมันถูกกฎหมายทุกประการ
ทางด้าน ครม.เงา ของพรรคประชาชน นำโดย ”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ“ และ ”พริษฐ์ วัชรสินธุ“ ออกมาสับระบอบนี้อย่างดุเดือดว่า ไม่ได้กินรวบแค่การเมือง แต่กำลัง “กินรวบทางเศรษฐกิจ” ร่วมกับกลุ่มทุนใหญ่ที่เป็นเสาค้ำยัน ผ่านนโยบายที่ผลักภาระให้ประชาชน เช่น โครงสร้างค่าไฟ และการปล่อยให้กลุ่มทุนที่ชนะประมูลมาต่อรองเปลี่ยนสัญญาของรัฐ
นอกจากนี้ “พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” เลขาธิการพรรคประชาชน ชี้ว่า หากมองอย่างผิวเผิน การเมืองไทยดูเหมือนเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เปลี่ยนไป มีเพียงการเปลี่ยน “ร่างทรง” เท่านั้น โดยส่งต่ออำนาจมาจาก “รัฐพันลึก” และมือที่มองไม่เห็น ตั้งแต่การเลือกตั้ง ปี 62 ปี 66 และ ปี 69 แม้รัฐบาลจะมีความชอบธรรมจากผลการเลือกตั้ง และไม่มีอำนาจมาตรา 44 แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับดูเหมือนว่าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ กินรวบยิ่งกว่ามาตรา 44 เสียอีก โดยเป็นการใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระ สส. และ สว. ภายใต้สิ่งที่พรรคประชาชนเรียกย้ำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน“
ขณะที่ความกังวลนี้ลามไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ออกโรงเตือนสติรัฐบาลและระบอบสีน้ำเงินแบบเจ็บลึก ย้อนรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทย
“อภิสิทธิ์” ระบุชัด อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าใครจะกินรวบประเทศได้เบ็ดเสร็จ เพราะมีบทเรียนมาทุกยุคทุกสมัยแล้ว ว่าความพยายามกินรวบหรือการลุแก่อำนาจ สุดท้าย จะจบไม่สวย
สำหรับทางออกของประเทศในระยะยาว พรรคประชาชน ชี้ว่า ประตูบานแรกคือการทลายกติกาเดิมผ่านการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ “รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน” ที่รัฐบาลพยายามแก้เพื่อเพิ่มอำนาจให้ สว. มีสิทธิโหวตแก้ รธน. 1 ใน 4
วิกฤตศรัทธาและการกินรวบประเทศในครั้งนี้ จะสิ้นสุดลงตรงไหน? พลังบริสุทธิ์ของประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบในการกำหนดอนาคตของประเทศไทย ไม่ใช่ชนชั้นนำเพียงส่วนน้อยอีกต่อไป
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews