สภาฯ เบรกเอี๊ยด! พ.ร.ก. 4 แสนล้าน รอศาล รธน. – ฝ่ายค้านรุกฆาตตั้งด่านตรวจ “งบยัดไส้”

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

วันนี้ที่รัฐสภา แผนการใช้เงิน “ด่วน” ของรัฐบาลต้องกลายเป็นเรื่อง “รอ” ทันที เมื่อพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือจะใช้กู้วิกฤตพลังงาน ถูกเบรกเอี๊ยดกลางสภาฯ

 

 

เมื่อเสียงของฝ่ายค้านกว่า 135 ชีวิต ผนึกกำลังยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เงินก้อนนี้ “จำเป็นเร่งด่วน” จริงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่? ส่งผลให้กระบวนการอนุมัติงบมหาศาลนี้ต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว ท่ามกลางการจับจ้องว่านี่คือการช่วยประชาชน หรือเป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ให้รัฐบาลไปช็อปปิ้งนโยบายกันแน่?

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร แจ้งชัดเจนกลางสภาว่า ต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 173 ซึ่งศาลมีเวลาพิจารณา 60 วัน และที่น่าสนใจคือเกณฑ์การตัดสินที่ “สูงลิ่ว”

การจะล้ม พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้ ต้องใช้มติจากตุลาการไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 6 จาก 9 เสียง หากศาลมองว่า “ไม่ด่วนจริง” พ.ร.ก. นี้จะไม่มีผลบังคับใช้มาแต่ต้นทันที ซึ่งฝ่ายค้านนำ โดยพรรคประชาชน ยืนยันว่า พวกเขาไม่ได้ขวางการเยียวยา แต่ขวางการ “สอดไส้” งบปรับโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านบาท ที่ดูยังไงก็ไม่เข้าข่ายฉุกเฉินจนรอผ่านกระบวนการงบประมาณปกติไม่ได้

ระหว่างรอศาลฯ ฝ่ายค้านเดินเกมรุกต่อทันที “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้าน ยื่นญัตติด่วนขอตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” เพื่อเกาะติดการใช้เงินก้อนนี้โดยเฉพาะ

งานนี้ผู้นำฝ่ายค้านป้าแดง หน้าเดิม ดักคอรัฐบาลเจ็บๆ ว่า “ถ้าไม่คิดจะสอดไส้หรือปกปิด ก็ไม่ควรขวางการตรวจสอบ” เพราะพรรคร่วมรัฐบาลมักอ้างว่าให้ใช้ กมธ. สามัญที่มีอยู่แล้ว แต่ฝ่ายค้านมองว่า กมธ. วิสามัญ คือทางออกที่โปร่งใสที่สุด เพราะมีตัวแทนจาก ครม. มาร่วมวงด้วย เป็นการดึงอำนาจบริหารมานั่งคุยกลางสภาฯ ให้ประชาชนเห็นทุกบาททุกสตางค์

ขณะที่ค่ายประชาธิปัตย์ นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “กรณ์ จาติกวณิช” ออกมาฉายภาพความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ท่านเตือนว่าการอัดฉีดเงิน 2 แสนล้านบาทภายใน 4 เดือน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่ชนเพดาน อาจซ้ำเติมภาวะ “เงินเฟ้อ” ให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นไปอีก

“อภิสิทธิ์” ยังตอกย้ำว่า ในอดีตการกู้ พ.ร.ก. จะทำเฉพาะตอน GDP ติดลบหนักๆ หรือวิกฤตโควิด แต่ตอนนี้ตัวเลขส่งออกและการบริโภคยังเป็นบวก พร้อมเสนอทางแก้ที่ “ตรงจุด” กว่า คือ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และบีบกำไร “ลาภลอย” จากโรงกลั่นน้ำมันที่นายกรณ์กางตัวเลขให้ดูว่าพุ่งสูงถึง 456% ในไตรมาสเดียว!

ดังนั้น อย่าใช้คำว่าคนอื่นเคยกู้แล้วเราก็กู้ได้ ต้องดูสถานการณ์ว่าฝนตกหนักหรือแค่ปรอยๆ การกู้ครั้งนี้อาจเป็นการฉวยโอกาสทำนโยบายหาเสียงโดยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ปิดท้ายด้วยวาทะเด็ดจากนายกฯ อนุทิน ที่ตอกกลับฝ่ายค้านสั้นๆ ว่านี่คือความต่างของ “คนทำงานเป็นกับคนไม่เคยทำงาน” แต่สำหรับประชาชนในวันที่ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ใครทำงานเป็น แต่คือเงินกู้ 4 แสนล้านนี้ จะถึงมือพวกเขาจริงๆ หรือจะไหลไปสู่นายทุนพลังงานตามที่หมอวรงค์ตั้งข้อสังเกต

60 วันหลังจากนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นคำตอบสุดท้ายว่า เงินก้อนนี้คือ “ทางรอด” หรือ “ทางตัน” ของเศรษฐกิจไทย

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่