พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าคดีความมั่นคง กรณีนายหมิง เฉิน ซัน ชาวจีนอายุ 31 ปี ซึ่งประสบอุบัติเหตุรถคว่ำในจังหวัดชลบุรี ก่อนตำรวจขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักหรูในเมืองพัทยา และพบอาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งระเบิด C4 ปืน M16 และระเบิดสังหารซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านพัก ว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปมาก หลังตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม เส้นทางการเงิน รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลดิจิทัล ซึ่งพบประวัติการแชตสนทนา ภาพการฝึกใช้อาวุธ และการสะสมอาวุธมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
จากพยานหลักฐานทั้งหมด พบความเชื่อมโยงชัดเจนว่านายหมิง เฉิน ซัน มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าผู้ต้องหารับงานสังหารในประเทศกัมพูชานั้น ขณะนี้ตำรวจยังอยู่ระหว่างตรวจสอบและขยายผลในทุกมิติ ก่อนจะสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจนส่วนประเด็นที่มีกระแสเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองไทย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบจนถึงขณะนี้ ยังไม่พบข้อมูลว่าผู้ต้องหามีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองไทยแต่อย่างใด และยืนยันว่าจากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าเครือข่ายดังกล่าวมีเป้าหมายก่อวินาศกรรมในประเทศไทย หรือเตรียมนำอาวุธไปก่อเหตุทำร้ายประชาชนคนไทย
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า จากการขยายผลคดี เดิมมีผู้ต้องหาเพียงนายหมิง เฉิน ซัน และมีผู้ต้องหาเพิ่ม 5 คน รวมทั้งหมดเป็น 6 คน และคาดว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกในระยะต่อไป
เมื่อถามว่าคดีนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า นายหมิง เฉิน ซัน ไม่ได้อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังของประเทศใดเลย แม้แต่ประเทศต้นทางก็ไม่ได้ติดตามบุคคลรายนี้มาก่อน
พร้อมย้ำว่าอาชญากรจำนวนมากทั่วโลกมักปกปิดตัวตน และหลายประเทศก็มักทราบข้อมูลหลังเกิดเหตุแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หลังตำรวจไทยทราบข้อมูล ก็ได้เร่งขยายผลและดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยยืนยันว่า หากพยานหลักฐานสาวไปถึงบุคคลใด ไม่ว่าจะมีอิทธิพลหรือมีความสำคัญเพียงใด ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น
ทั้งนี้ มีรายงานจากชุดสืบสวนพบว่า นายหมิงเฉิน ซัน เป็นขบวนการ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ระดับมือขวาของบิ๊กบอส มีหน้าที่เป็นกระเป๋าเงินที่บัญชีม้าจากทั่วภูมิภาคในหลายประเทศ จากบัญชีมาแถว 1 2 3 และ 4 จะส่งมายังกระเป๋าเงินนายหมิงเฉิน เป็นมือสุดท้ายก่อนที่จะส่งไปกระเป๋าเงินดิจิตอล(คริปโตเคอเรนซี่)เพื่อเข้ากระเป๋าตัวการใหญ่ที่เป็นระดับบิ๊กบอสชาวจีน
โดยเหตุการณ์ที่มีการซ่องสุมอาวุธสงครามจำนวนมากนั้น มาจากการที่บิ๊กบอสชาวจีนซึ่งเป็นเจ้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชาถูกระดมกวาดล้างอย่างหนัก และหัวหน้าของนายหมิงเฉินฯได้มีปัญหากับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกแก๊งหนึ่งในกัมพูชา เนื่องจากกัมพูชามีการระดมกวาดล้างอย่างหนักจึงทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้ง 2 แก๊งมีปัญหาเรื่องการเงินและการที่จะถูกจับกุม
โดยต่างฝ่ายต่างหวาดระแวงกันว่าจะแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มากวาดล้างจับกุม ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับบอสของนายหมิงเฉิน ฯเป็นอย่างมาก จึงสั่งการให้หมิงเฉินฯเป็นคนจัดหาอาวุธเพื่อนำไปก่อเหตุกับฝั่งคู่อริที่อยู่ในประเทศกัมพูชา ส่วนที่ใช้ไทยเป็นฐานในการสั่งซื้ออาวุธ เนื่องจากที่กัมพูชามีการกวาดล้างหนักและประเทศไทยมีช่องโหว่เรื่องการเดินทางเข้าออกโดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่ยังไม่มีสงครามซึ่งจากข้อมูลอาวุธที่พบถูกผลิตในรัสเซีย อเมริกาและจีน ส่วนจะจัดซื้อมาจากบุคคลใดอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่
อีกทั้งมีพยานหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน และหลักฐานที่มีการสนทนาทางแชท ซึ่งตำรวจได้มีการให้ตำรวจสันติบาลไปถอดรหัสการสนทนาพบว่าบทสนทนามีการสั่งการจากบิ๊กบอสชาวจีนของนายหมิงเฉินฯชัดเจนว่าให้ไปจัดหาอาวุธและไปถล่มคู่อริ เนื่องจากก่อนที่จะถูกจับกุมใกล้ถึงเวลาที่จะมีการเปิดศึกกันแล้ว โดยสอดคล้องกับการสืบสวนทางลับของเจ้าหน้าที่ ที่ยืนยันได้ว่านายหมิงเฉินเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยไม่ได้มีการอุปโลกขึ้นมา
สำหรับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของนายหมิงเฉิน เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชาติดกับฝั่งชายแดนเวียดนาม ไม่ได้ติดอยู่กับฝั่งชายแดนของประเทศไทย โดยชุดสืบสวนพบว่า นายหมิงเฉินฯมีการเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2557 จากนั้นก็ได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวไทย เพื่อที่จะทำธุรกรรมต่างๆในประเทศไทยได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
รวมถึงบัตรสีชมพูด้วย จากนั้นก็มีการเดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง รวมทั้งเดินทางไปยังยุโรป เกาหลีใต้ มาเลเซีย ซึ่งประเทศเหล่านี้มีผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของนายหมิงเฉินฯจำนวนมาก โดยนายหมิงเฉินฯจะเป็นคนกุมความลับ เกี่ยวกับเส้นทางการเงินของผู้เสียหายจากหลายประเทศที่โอนเข้ามายังกระเป๋าเงินของนายหมิงเฉินฯ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews