ปัญหาความตึงเครียดระหว่างไทย–กัมพูชาที่ยืดเยื้อมานาน ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่เกิดการสู้รบ และเกิดการสูญเสียทั้งกำลังพล และประชาชน ที่ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ปลุกกระแสรักชาติ ชูนโยบายแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จนทำให้ประชาชนไว้ว่างใจเทคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคภูมิใจไทยแบบถล่มทลาย มีเสียง สส.กว่า 190 ที่นั่ง ได้เป็นการนำรัฐบาลที่มีนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย
แต่ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางไปฟิลิปปินส์ โดยเข้าร่วมประชุมหารือ 3 ฝ่าย ร่วมกับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน เพื่อหาทางคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นภาพที่หลายประเทศจับตา โดยเฉพาะคนไทย เพราะการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งสำคัญ เป็นการเปิดโต๊ะพูดคุยอย่างเป็นทางการ ภายใต้การผลักดันของอาเซียน ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติว่า ความขัดแย้งอาจบานปลายจนกระทบเสถียรภาพของภูมิภาค
ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีไทย ระบุว่า การพูดคุยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา และมุ่งมองไปข้างหน้า โดยยืนยันว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ และความขัดแย้งที่ผ่านมา ได้สร้างความสูญเสียแก่ทุกฝ่าย จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะเปิด “บทใหม่” ของความสัมพันธ์ร่วมกัน
สาระสำคัญของการหารือ อยู่ที่การเห็นพ้องร่วมกัน ให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศ เริ่มจัดทำ “มาตรการสร้างความเชื่อมั่น” เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจ และค่อย ๆ นำความสัมพันธ์กลับสู่ภาวะปกติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ทั้ง JBC หรือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม GBC หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไป และ RBC ในระดับภูมิภาค
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ เรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทย ยืนยันว่า ฝ่ายไทยได้ชี้แจงเหตุผล ของการยกเลิก MOU 2544 ให้กัมพูชารับทราบแล้ว และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้หลักการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เป็นกรอบในการหารือต่อไป แม้รายละเอียดเชิงปฏิบัติยังต้องใช้เวลาเจรจาอีกมาก
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไทย ย้ำชัดว่า การประชุมครั้งนี้ “ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการกำหนดเขตแดน หรือการเปิดพรมแดน” แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นกระบวนการพูดคุยในระดับปฏิบัติการ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพ และลดความหวาดระแวงระหว่างกัน พร้อมยืนยันด้วยว่า ประเทศไทยจะรักษาเกียรติภูมิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประชาชนไทยอย่างเต็มที่ พร้อมขอให้ประชาชนทั้งสองประเทศอย่าตกเป็นเหยื่อของความเกลียดชัง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งในระดับรัฐบาล ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน
ด้าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำว่า นายกรัฐมนตรี มุ่งมั่นรักษาผลประโยชน์-ปกป้องอธิปไตยไทย และแจ้งต่อกัมพูชา ให้เลี่ยงสงครามวาจา กล่าวหาไทยบนเวทีระหว่างประเทศ
แต่แม้บนโต๊ะเจรจาจะเต็มไปด้วยถ้อยคำแห่งสันติภาพ ทว่า “ภาพจับมือ” ระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชา กลับกลายเป็นชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ทันที โดยเฉพาะหลังจาก ฮุน มาเนต ย้ำระหว่างแถลงร่วมว่า “พรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลัง หรือการบีบบังคับ” พร้อมเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชา เดินหน้าตามข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 และถ้อยแถลงร่วม 27 ธันวาคม 2568 เพื่อให้ JBC กลับมาเริ่มสำรวจและปักปันเขตแดนโดยเร็ว
คำพูดดังกล่าว ทำให้เกิดการตั้งคำถามจากฝ่ายอนุรักษนิยมและกลุ่มชาตินิยมบางส่วน ว่า การกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง กลับมีผู้มองว่า ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ที่ตึงเครียดก่อนหน้านี้ มีรากฐานมาจากปัจจัยทางการเมือง มากกว่าปัญหาชายแดนจริง ๆ
ในโลกโซเชียล มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อรัฐบาลทั้งสองฝ่ายมีเสถียรภาพทางการเมืองมากพอ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กระแสชาตินิยม หรือความขัดแย้งชายแดน มาเป็นเครื่องมือสร้างแรงสนับสนุนทางการเมืองอีกต่อไป จึงทำให้เห็นภาพ “คืนดี” และการจับมือกันอย่างเป็นทางการในครั้งนี้
ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า แม้การพูดคุยจะเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่รัฐบาลไทยยังต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การเจรจาจะไม่กระทบต่ออธิปไตย และไม่ทำให้ไทยเสียผลประโยชน์ในระยะยาว…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news