ครม.ยกเลิก MOU44 แล้ว “อนุทิน” เมินสัญญาณ “ฮุน เซน”

Hot Clips Video คลิปข่าวทั่วไป

 

ความเคลื่อนไหวสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของไทย กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด มีมติเห็นชอบยกเลิก MOU ปี 2544ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา ซึ่งใช้เป็นกรอบการเจรจามานานกว่า 25 ปี มีการเจรจา ไป 5 ครั้ง แต่กลับไม่สามารถนำไปสู่ข้อยุติที่เป็นรูปธรรมได้ ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ตัดสินใจ รีเซ็ตเกมการเจรจาใหม่ โดยยกเลิกกรอบเดิม และหันไปใช้หลักกฎหมายสากล คือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 1982 หรือ UNCLOS ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี

 

 

นายกรัฐมนตรี ย้ำชัดว่า การยกเลิก MOU 2544 ไม่ได้มีนัยยะทางการเมือง หรือเป็นการยกระดับความขัดแย้งกับกัมพูชา แต่เป็นการประเมินเชิงนโยบายว่า กรอบเดิม “ไม่ตอบโจทย์” และไม่สามารถขับเคลื่อนผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมประกาศแนวคิด “THAILAND FIRST” ย้ำว่า การเจรจาในอนาคต จะต้องไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ

อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะคำให้สัมภาษณ์ของ ฮุน เซน ที่แสดงความกังวลว่าการยกเลิก MOU อาจทำให้ข้อพิพาทรุนแรงขึ้น กลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ต้องจับตา เพราะสะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่าย และนายกฯ อนุทิน ยังระบุว่า ให้ไปสัมภาษณ์ฮุน เซน อีกด้วย

พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีการเจรจา ขออย่านําไปผูกติดตัวเดิม สําหรับประเทศไทย MOU2544 ตัวเดิมไม่มีแล้ว หากจะคุยกันใหม่ก็จะต้องมีการหารือกันใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นการตั้ง MOU2570

ด้านกระทรวงการต่างประเทศ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า การยกเลิก MOU ไม่ได้หมายถึงการยุติการเจรจา แต่เป็นเพียง“การเปลี่ยนกรอบ” ไปสู่เวทีที่เป็นสากลมากขึ้น นั่นคือ UNCLOS ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และอาจช่วยลดความคลุมเครือในประเด็นสิทธิทางทะเล

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า ไทยต้องการ “ตั้งหลักใหม่” ในการเจรจา โดยไม่ผูกติดกับข้อตกลงเดิม และเปิดทางไปสู่การจัดทำข้อตกลงใหม่ในอนาคต หรือที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า อาจเป็น“MOU 2570” ที่ต้องเริ่มต้นพูดคุยกันใหม่ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงจังหวะสำคัญ ก่อนการประชุม ASEAN Summit ครั้งที่ 48 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 พฤษภาคม ซึ่งมีความพยายามจากประเทศเจ้าภาพในการผลักดันให้เกิด “การหารือ 3 ฝ่าย” เพื่อคลี่คลายประเด็นนี้ โดยฝ่ายไทย ยืนยันว่า พร้อมเข้าร่วมการพูดคุย และได้เตรียมข้อมูล รวมถึงแนวทางเจรจาไว้แล้ว ขณะที่สัญญาณจากกัมพูชา แม้ยังไม่ชัดเจนเต็มที่ แต่คาดว่า จะตอบรับการหารือในเวทีดังกล่าว

อีกหนึ่งประเด็นที่สังคมกังวล คือ สถานการณ์ตามแนวชายแดน นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และประเมินว่าสถานการณ์โดยรวม ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ไม่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะมุมมองของนักวิเคราะห์ การยกเลิก MOU 2544 ถือเป็น “ดาบสองคม” ด้านหนึ่ง เปิดโอกาสให้ไทยหลุดพ้นจากกรอบเดิมที่ไม่คืบหน้า แต่อีกด้าน ก็อาจทำให้กระบวนการเจรจาต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจใช้เวลา และต้องอาศัยความไว้วางใจระหว่างสองประเทศมากขึ้น

ดังนั้น ต้องจับตาดูต่อไปว่าไทยจะสามารถใช้เวทีใหม่ ภายใต้กฎหมายสากล สร้างความได้เปรียบ และนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นธรรมได้จริงหรือไม่ ในห้วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอาเซียนกำลังเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจครั้งนี้ของไทย อาจไม่ใช่แค่เรื่อง “เส้นเขตแดนในทะเล” แต่คือการกำหนด “ทิศทางยุทธศาสตร์ประเทศ” ในระยะยาว…

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่