“สิริพงศ์” ย้ำถึงเวลาเหมาะสมเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” หลังภูมิรัฐศาสตร์ระอุ ชี้ประหยัดเวลาเดินเรือผ่านมะละกาได้ 5 วัน ยืนยันต้องสำรวจ EIA-EHIA ให้ครบถ้วน มั่นใจประเทศไทยเป็นกลางไม่ทำให้ “แลนด์บริดจ์” เป็นเครื่องมือมหาอำนาจ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามของนางอรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม ถึงหลักเกณฑ์ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข.ที่ยังขาดความชัดเจนในโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งกลุ่มเป้าหมายลูกค้า การช่วงชิงเศรษฐกิจจากช่องแคบมะละกา และหากการลงทุนไม่คุ้มค่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบว่า ตามสถิติในแต่ละปี จะมีการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ปีละ 90,000 ลำ และมีการคาดการณ์ว่า ในปี 2573 จะมีเรือผ่านช่องแคบกว่า 120,000 ลำ ซึ่งจะทำให้เกิดความแออัด และสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณานั้น เพราะสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกล่าวถึง และเห็นว่า มีความจำเป็นจะต้องมีเส้นทางคมนาคมที่เป็นเส้นทางทางเลือก
ซึ่งประเทศไทย เคยมีการพูดถึงทั้งการขุดคลองไทย และแลนด์บริดจ์ แต่หากพิจารณาความเป็นไปได้แล้ว แลนด์บริดจ์น่าจะคุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด พร้อมมั่นใจว่า เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะดำเนินการ เพราะความแออัดของช่องแคบมะละกา ที่จะเต็มความจุใน 10 ปีข้างหน้า จึงควรมีทางเลือกเพื่อระบายความแออัด รวมถึงความตรึงเครียดทางภุมิรัฐศาสตร์ ที่ยังไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ พร้อมเปิดเผยว่า จากการพัฒนาทางเทคโนโลยี จะช่วยทำให้การขนย้ายยกของทางเรือ ไปทางรางแล้ว แลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดเวลาการเดินเรือจากอ่าวไทยไปอันดามันได้มากกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาได้ถึง 5 วัน
ส่วนการดำเนินโครงการนั้น นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า จะเป็นการดำเนินการแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะ หรือ PPP ดังนั้น จึงไม่น่าจะเป็นภาระทางงบประมาณรัฐบาลมาก
ส่วนจะดำเนินการสำรวจการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA อย่างไร เพื่อให้ประชาชนเกิดการยอมรับ และการดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ และสามารถอยู่คู่กับชุมชนในพื้นที่ได้นั้น นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ และผลกระทบต่อชุมชนนั้น การดำเนินการตาม EIA และ EHIA นั้น จะต้องครบถ้วน รวมถึงสร้างความเข้าใจ และรับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัด หรือพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC เพื่อให้เกิดความสบายใจ และในอนาคตจะต้องทำให้เกิดกาสร้างงาน สร้างรายได้ และประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่
โดยจะมีการตราร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ กฎหมาย SEC เหมือนกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งข้อกังวลที่ต่างชาติจะมาถือครองที่ดินนั้น ในสภาพความเป็นจริง ก็มีการจัดสรรพื้นที่ เพื่อให้ทั้งคนไทย และต่างชาติได้ลงทุน สร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานรูปแบบใหม่ พร้อมมั่นใจว่า หากภาคใต้มีทางออกทะเลอันดามันและอ่าวไทย ก็จะเกิดอุตสาหกรรรมและเศรษฐกิจใหม่ ๆ เพื่อความสะดวกในการส่งออกของทั้ง 2 ฝั่งมหาสมุทร พร้อมทั้งจะต้องมีการสงวนอาชีพบางอย่างให้เฉพาะคนไทยในพื้นที่ ให้สามารถประกอบกิจการได้
ส่วนการรับมือของรัฐบาลต่อการป้องกันไม่ให้แลนด์บริดจ์ ตกเป็นพื้นที่การแข่งขันของมหาอำนาจ หรือภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์นั้น นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า จุดแข็งของประเทศไทยปัจจุบัน สามารถรักษาสถานการณ์ความเป็นกลางระหว่างการต่อสู้ทางเศรษฐกิจของ 2 ขั้วอำนาจ แม้จะมีความพยายามดึงประเทศไทยเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ประเทศไทย ก็ยังคงรักษาสถานะความเป็นกลางไว้ได้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN