ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานเพิ่ม “คดีโกง สว.” ภาค 4 ชี้พิรุธเป็นขบวนการ จับตา “โพย-เส้นเงิน-เครือข่าย” โยงอย่างน้อย 6 จังหวัด
พรรคร่วมฝ่ายค้านเปิดหลักฐานชุดใหม่ในประเด็นข้อกล่าวหาความไม่สุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในงานแถลงข่าว “คดีโกง สว. ภาค 4” ที่อาคารรัฐสภา วันที่ 9 สิงหาคม 2569 โดยนำเสนอข้อมูลทั้งรูปแบบบัตรลงคะแนน คำให้การพยาน ความสัมพันธ์ของผู้สมัครและเครือข่าย รวมถึงเส้นทางการเงินในหลายจังหวัด พร้อมตั้งคำถามต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าหลักฐานที่ปรากฏมีน้ำหนักเพียงพอให้ดำเนินการตามกฎหมายและส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัยหรือไม่
น.ส.พนิดา มงคงสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน นำเสนอผลการวิเคราะห์บัตรลงคะแนนและผลคะแนนการเลือก สว. ระดับประเทศ โดยระบุว่า เมื่อนำภาพบัตรลงคะแนนรอบเช้ามาถอดข้อมูลเป็นรายใบ พบรูปแบบการลงคะแนนที่ซ้ำกันในหลายกลุ่มอาชีพ ทั้งการเลือกผู้สมัครหมายเลขเดียวกันและการเรียงลำดับตัวเลขเหมือนกัน ในบางกลุ่มพบชุดบัตรที่เลือกผู้สมัคร 10 คนและเรียงหมายเลขตรงกันทั้งหมดหลายใบ ขณะที่เมื่อรวมบัตรที่เลือกผู้สมัครชุดเดียวกันแต่สลับลำดับตัวเลข พบจำนวนประมาณ 18-23 ใบในหลายกลุ่มอาชีพ

น.ส.พนิดา ยกตัวอย่างกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง พบชุดบัตรที่มีหมายเลขตรงกัน 18 ใบ และเมื่อรวมบัตรที่สลับลำดับแล้วมี 20 ใบ โดยผู้สมัคร 7 ลำดับแรกของชุดดังกล่าวได้รับเลือกเป็น สว. ขณะที่กลุ่มผู้สมัครลำดับท้ายกลับมีคะแนนรอบเช้าสูง แต่คะแนนรอบบ่ายลดลงเหลือเพียงหลักหน่วย โดยรูปแบบลักษณะเดียวกันยังพบในกลุ่มชาวสวน โดยมีบัตรที่ลงหมายเลขและเรียงลำดับตรงกัน 16 ใบ และเมื่อรวมบัตรที่สลับลำดับแล้วเป็น 18 ใบ ขณะที่ผู้สมัคร 7 คนแรกในชุดได้รับเลือกเป็น สว. ส่วนผู้สมัครท้ายชุดมีคะแนนลดลงอย่างมากในการเลือกไขว้ พร้อมระบุว่า เมื่อวิเคราะห์คะแนนจากทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ พบลักษณะคล้ายกัน คือผู้สมัครประมาณ 6 อันดับแรกมีคะแนนสูงใกล้เคียงกัน ขณะที่อันดับ 7 มีความแตกต่างบ้าง ก่อนที่คะแนนตั้งแต่อันดับ 8 เป็นต้นไปจะลดลงอย่างชัดเจน และขอตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบดังกล่าวอาจสอดคล้องกับการวางเป้าหมายให้ผู้สมัครประมาณ 6-7 คนได้รับเลือกจากแต่ละกลุ่ม
ทั้งนี้ เมื่อคำนวณย้อนกลับตามกติกาการเลือกไขว้ น.ส.พนิดา ระบุว่า หากต้องการผลักดันผู้สมัคร 6 คนให้ได้คะแนนประมาณ 60 คะแนนต่อคน จะต้องมีคะแนนที่สามารถกำหนดทิศทางได้ราว 360 คะแนน หรือคิดเป็นประมาณ 45% ของคะแนนทั้งหมด ซึ่งเทียบเท่ากับผู้ลงคะแนนประมาณ 72 คนในหนึ่งสาย หรือเฉลี่ยประมาณ 18 คนต่อกลุ่ม หากต้องการผลักดัน 7 คน ตัวเลขจะเพิ่มเป็นประมาณ 21 คนต่อกลุ่ม ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนบัตรที่พบการเลือกผู้สมัครชุดเดียวกันในหลายกลุ่มอาชีพ อย่างไรก็ตาม น.ส.พนิดา ย้ำว่า การพบรูปแบบการลงคะแนนเหมือนกันเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าเป็นการทุจริต แต่ต้องพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์อื่น ทั้งบัตรลงคะแนน คะแนนรอบเช้า-รอบบ่าย โพย คำให้การของพยาน และความสัมพันธ์ของบุคคล
น.ส.พนิดา ยังกล่าวถึงลักษณะ “โพยหลัก” และ “โพยรอง” โดยโพยหลักเป็นชุดผู้สมัครประมาณ 6-7 คนที่ท้ายที่สุดได้รับเลือกเป็น สว. ขณะที่โพยรองเป็นผู้สมัครอีกชุดหนึ่งที่มีคะแนนสูงในรอบเช้า แต่คะแนนกลับลดลงอย่างมากในการเลือกไขว้ พร้อมระบุว่า เมื่อข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน สิ่งที่ควรตอบให้ได้คือ พฤติการณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ กกต. “พึงเชื่อ” ได้ว่ามีการกระทำที่ทำให้การเลือก สว. ไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ข้อเท็จจริงถึงที่สุดก่อนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
ฝ่ายค้านยังเปิดข้อมูลจากพยานบุคคล 3 ราย ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว. และมีประสบการณ์โดยตรงกับกระบวนการเลือกในพื้นที่ต่าง ๆ โดยคำให้การกล่าวถึงตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติ การจัดหาบุคคลเข้าสมัคร การจ่ายค่าตอบแทน การรวมกลุ่มผู้สมัคร ไปจนถึงการลงคะแนนตามชุดหมายเลขที่กำหนด ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอในฐานะหลักฐานประกอบข้อกล่าวหาว่า อาจมีการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อกำหนดทิศทางการลงคะแนน

ด้านนายปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาการจัดตั้ง การฮั้ว หรือการลงคะแนนเป็นกลุ่ม ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งถูกค้นพบ แต่เป็นความเสี่ยงที่เคยถูกอภิปรายตั้งแต่ช่วงออกแบบระบบเลือก สว. โดยมีการอภิปรายใน สนช. ตั้งแต่ปี 2560 ถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งผู้สมัครจำนวนหนึ่งเข้าไปในทุกกลุ่มอาชีพ เพื่อทำหน้าที่เป็นฐานคะแนนให้ผู้สมัครเป้าหมาย ขณะที่ผู้สมัครบางส่วนอาจไม่ได้มีเป้าหมายจะได้รับเลือกด้วยตัวเอง แต่เข้ามาเพื่อใช้สิทธิลงคะแนนตามที่กำหนด พร้อมระบุว่า แนวคิดดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับข้อกล่าวหาเรื่อง “ผู้สมัครพลีชีพ” หรือผู้สมัครที่เข้ามาเพื่อเป็นฐานคะแนนให้กับผู้สมัครเป้าหมาย จึงควรนำคำอภิปรายในอดีตมาเปรียบเทียบกับหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน
ขณะที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw นำเสนอข้อมูลกรณี จ.อำนาจเจริญ ซึ่งมี สว. ได้รับเลือกถึง 5 คน โดยตั้งข้อสังเกตทั้งเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ลักษณะอาชีพ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครกับกลุ่มการเมืองในพื้นที่ กรณีหนึ่งที่ถูกหยิบยกคือผู้สมัครกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น ซึ่งระบุอาชีพเกี่ยวกับการค้าขาย เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวและขายหมู โดยตั้งคำถามว่าลักษณะกิจการและระยะเวลาประกอบอาชีพตรงตามคุณสมบัติของกลุ่มที่สมัครหรือไม่
นอกจากนี้ ยังพบผู้สมัครบางส่วนระบุอาชีพ เช่น ทำนา ขายของชำ ขายน้ำปั่น ขายเครื่องสำอาง รับจ้างทั่วไป ทำขนมจีน กล้วยตาก หรือช่างทาสี ซึ่งฝ่ายค้านเห็นว่าควรตรวจสอบว่าตรงกับกลุ่มอาชีพที่ใช้สมัครจริงหรือไม่
ส่วน บุณยนุช มัทธุจักร เจ้าหน้าที่ iLaw เปิดข้อมูลรายชื่อผู้ปฏิบัติงานของ สว. หลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่า สว. แต่ละคนสามารถแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานได้ 8 คน จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ปฏิบัติงานของ สว.อำนาจเจริญบางราย พบความสัมพันธ์ทั้งทางเครือญาติ ความสัมพันธ์ทางการเมือง และความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ ซึ่งบางกรณีพบผู้ปฏิบัติงานที่มีนามสกุลเชื่อมโยงกับ สว. รายอื่น มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวกับนักการเมือง หรือเคยทำงานร่วมกับกลุ่มการเมืองในพื้นที่ รวมถึงพบการเผยแพร่เนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองบางรายอย่างต่อเนื่อง
iLaw ระบุว่า จะเปิดเผยเอกสาร สว.3 ของผู้สมัครกว่า 40,000 คน พร้อมรายชื่อผู้ช่วย สว. เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบความสัมพันธ์ของบุคคลต่าง ๆ และขยายการตรวจสอบไปยังจังหวัดอื่น

จากนั้น นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า หลักฐานแต่ละชิ้นอาจยังไม่เพียงพอที่จะสรุปความผิด แต่เมื่อประกอบกันทั้ง รูปแบบคะแนน โพย คำให้การพยาน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และเส้นทางการเงิน จะทำให้เห็นภาพของข้อกล่าวหาที่ชัดเจนขึ้น ก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยเส้นทางเงินใน 3 จังหวัด ได้แก่
1.สุราษฎร์ธานี พบผู้ช่วย สส. พรรคภูมิใจไทยโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คนในอำเภอเดียวกัน
2.หนองบัวลำภู พบเงินผ่านบุคคลที่ทำงานร่วมกับทีมของ สว. ก่อนโอนต่อให้ผู้สมัครอีก 7 คน รวมกว่า 100,000 บาท
และ 3.อำนาจเจริญ พบการโอนเงินระหว่างบุคคลกับผู้สมัคร สว. หลายรายในช่วงใกล้การเลือก
ขณะที่วันนี้มีการเปิดข้อมูลเพิ่มเติมอีก 4 กรณี คือ 1.นครพนม พบการชำระเงินประมาณ 31,000 บาท เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัคร สว. รวม 8 คน เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ก่อนการเลือกระดับประเทศ โดยฝ่ายค้านขอให้ตรวจสอบการเดินทางและการรวมตัวของผู้สมัครในช่วงดังกล่าว 2.ลำพูน พบผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. โอนเงินให้ผู้สมัคร 7 คน รวม 21,000 บาท ทั้งก่อนเลือกระดับจังหวัดและระดับประเทศ และมีข้อมูลว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเคยเดินทางไปรวมตัวกันก่อนการเลือกระดับประเทศ 3.สงขลา พบธุรกรรมจาก สว. 2 คนไปยังผู้สมัครรายอื่น โดยมีรายการหนึ่ง 200,000 บาท และอีก 85,000 บาท ขณะที่อีกรายมีการโอน 60,000 บาท โดยฝ่ายค้านเรียกร้องให้ตรวจสอบวัตถุประสงค์ของธุรกรรมและดูว่ามีการส่งต่อเงินไปยังบุคคลอื่นหรือไม่ และ 4.อำนาจเจริญ พบธุรกรรม 13 ครั้ง ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2567 รวม 860,000 บาท ระหว่างบุคคล 2 ราย ซึ่งฝ่ายค้านตั้งคำถามต่อ กกต. ว่าได้ตรวจสอบธุรกรรมดังกล่าวแล้วหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. หรือไม่
นายพริษฐ์ ระบุว่า ขณะนี้มีข้อมูลเส้นทางการเงินที่ถูกเปิดเผยในอย่างน้อย 6 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน นครพนม หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ สุราษฎร์ธานี และสงขลา เมื่อประกอบกับข้อมูลประเภทอื่น ทั้งบัตรลงคะแนน โพย คำให้การพยาน และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ฝ่ายค้านเห็นว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้ กกต. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำผิดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดที่ฝ่ายค้านและ iLaw นำเสนอเป็น ข้อกล่าวหาและข้อสังเกตที่ยังต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกระบวนการตามกฎหมาย โดยเฉพาะธุรกรรมทางการเงินและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งผู้เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิชี้แจงและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ดังนั้น ประเด็นสำคัญของการแถลงครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครได้คะแนนจากใคร” แต่ฝ่ายค้านกำลังพยายามชี้ให้เห็นภาพรวมของเครือข่าย ตั้งแต่การจัดหาผู้สมัคร การลงคะแนนตามชุดหมายเลข ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไปจนถึงเส้นทางการเงิน และเรียกร้องให้ กกต. นำหลักฐานทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news