“ชัยชนะ” ลั่นซักฟอกสนุกแน่ จี้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง

การเมือง ข่าว
“ชัยชนะ” ลั่น ก.ย.-ต.ค.นี้ ซักฟอกรัฐบาลสนุกแน่ เหน็บซื้อน้ำมันตับปลาให้ “เอกนิติ-ศุภจี” จี้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง พร้อมยื่นสอบขนน้ำมันส่งเมียนมา สงสัยโยงเงินสแกมเมอร์

 

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันความพร้อมของฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยระบุว่า พรรคประชาชนในฐานะแกนนำฝ่ายค้านจะเป็นผู้กำหนดจังหวะการยื่นญัตติ ก่อนที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะหารือร่วมกันในรายละเอียดอีกครั้ง พร้อมเชื่อว่าการอภิปรายที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคมนี้ จะเป็นการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น และมีข้อมูลสำคัญที่สังคมยังไม่เคยรับรู้

 

นายชัยชนะ กล่าวว่า ขั้นตอนในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาจะต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระที่ 3 ให้แล้วเสร็จก่อน จากนั้น ฝ่ายค้านสามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ตลอด โดยขึ้นอยู่กับการกำหนดเวลาของพรรคประชาชนและความเห็นร่วมของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งนี้ จุดอ่อนของรัฐบาลในเวลานี้ ประชาชนรับรู้กันอยู่แล้ว โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมพาดพิงการทำงานของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลง แต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกลับไม่ลดลงตาม ขณะที่รัฐบาลก็ยังไม่สามารถอธิบายหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงเงินช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะเงินชดเชยให้ชาวนา ที่รัฐบาลอ้างว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ พร้อมเรียกร้องให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงให้ชัดว่า งบประมาณดังกล่าวถูกนำไปใช้ในส่วนใด พร้อมระบุว่า ปัญหาผลไม้ภาคใต้ ทั้งทุเรียนและมังคุด รวมถึงปัญหาปากท้องของประชาชน ล้วนเป็นประเด็นที่สามารถนำเข้าสู่เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทั้งหมด

 

ส่วนการอภิปรายครั้งนี้จะสามารถล้มรัฐบาลได้หรือไม่ นายชัยชนะ ระบุว่า การล้มรัฐบาลมีเพียง 2 ช่องทาง คือ หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา หรือรัฐบาลไม่ได้รับเสียงไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งในการอภิปราย ดังนั้น สิ่งสำคัญคือข้อมูลที่ฝ่ายค้านจะนำเสนอ หากสามารถทำให้ประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่า เป็นปัญหาที่แท้จริง ก็อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้

 

“ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจริงในเดือนกันยายนหรือตุลาคม ผมว่าสนุกแน่ และไม่ใช่ละครในสภาแน่นอน แต่จะเป็นการเปิดเผยข้อมูลหลายเรื่องที่สังคมยังไม่เคยได้รับรู้”

 

นายชัยชนะ ยังกล่าวถึงการทำงานของนายเอกนิติ และนางศุภจี ด้วยถ้อยคำเสียดสี โดยระบุว่า ทั้งสองควรเร่งแก้ไขปัญหาประชาชน มากกว่ามุ่งสร้างผลงานหรือบารมีทางการเมือง พร้อมเหน็บว่า “กินน้ำมันตับปลาเยอะ ๆ สมองจะได้ดี จะได้มีสมองในการบริหารประเทศ”

 

ก่อนจะกล่าวติดตลกว่า หากจำเป็นก็พร้อมซื้อน้ำมันตับปลาและวิตามินซีไปฝากทั้งสองคน แต่เชื่อว่ารัฐมนตรีทั้งสองสามารถหาซื้อได้เอง และขอฝากให้กลับไปแก้ไขปัญหาภายในกระทรวงของตน ซึ่งมีรายงานว่ากำลังเผชิญปัญหาการบริหารและความขัดแย้งกับข้าราชการประจำ

 

นายชัยชนะ ยังวิจารณ์โครงการรับสมัครพยาบาลอาสา ซึ่งเพิ่งปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมองว่ากระบวนการคัดเลือกที่ใช้เพียงการสัมภาษณ์ ไม่มีการสอบข้อเขียนหรือวัดความรู้ด้านวิชาชีพ อาจเปิดช่องให้เกิดการคัดเลือกบุคคลตามความสัมพันธ์ และเป็นการสร้างเครือข่ายทางการเมืองมากกว่าการพัฒนาระบบสาธารณสุข พร้อมเสนอว่า รัฐบาลควรนำงบประมาณดังกล่าวไปเพิ่มค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือเร่งบรรจุบุคลากรสาธารณสุขที่ยังตกค้างกว่า 7,000 ตำแหน่ง จะเกิดประโยชน์มากกว่า และตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบัน อสม. ซึ่งเป็นกำลังหลักในการดูแลผู้ป่วยในชุมชน ได้รับค่าตอบแทนเพียง 600-2,000 บาทต่อเดือน ขณะที่พยาบาลอาสาที่เข้ามาใหม่กลับได้รับค่าตอบแทนถึง 15,000 บาทต่อเดือน จึงเป็นความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลควรทบทวน แม้จะไม่ใช้คำว่า “หัวคะแนน” แต่ระบุว่าโครงการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการสร้าง “เครือข่าย” ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อครหาในอนาคต

นายชัยชนะ ยังกล่าวถึงการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลปรับลดงบประมาณของจังหวัดต่าง ๆ รวมกว่า 20,000 ล้านบาท ก่อนนำงบส่วนใหญ่กลับไปไว้ที่ส่วนกลาง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และมองว่า แม้การช่วยเหลือประชาชนด้านสวัสดิการเป็นเรื่องสำคัญ แต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นก็จำเป็นไม่แพ้กัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลกระจายอำนาจด้านงบประมาณอย่างเป็นธรรม

 

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นสำคัญ นายชัยชนะ ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการลักลอบขนน้ำมันผ่านท่าเรือเชียงแสน แม้รัฐบาลจะมีคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันไปยังเมียนมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีข้อมูลว่าตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีการขนน้ำมันเบนซินผ่านท่าเรือเชียงแสนในปริมาณหลายสิบล้านลิตรต่อเดือน โดยสำแดงปลายทางว่าเป็นประเทศลาว แต่ข้อมูลจากประชาชนระบุว่าน้ำมันส่วนใหญ่ถูกส่งต่อเข้าไปยังเมียนมา จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสรรพสามิต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านการเงิน ตรวจสอบแหล่งที่มาของน้ำมัน เจ้าของเรือ เจ้าของสินค้า และเส้นทางการเงินของผู้ซื้อ ว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือธุรกิจพนันออนไลน์หรือไม่

 

ด้านนายดาชัย เอกปฐพี สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า แม้เอกสารการส่งออกจะสำแดงปลายทางเป็นประเทศลาว แต่จากการตรวจสอบพบว่า แขวงบ่อแก้วไม่มีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ และมีการใช้น้ำมันจริงเพียงไม่กี่ล้านลิตรต่อเดือน แตกต่างจากปริมาณน้ำมันที่มีการนำออกจากประเทศไทยอย่างมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากน้ำมันมีปลายทางอยู่ในลาวจริง การขนส่งทางรถผ่านด่านสะพานมิตรภาพย่อมสะดวกกว่าการขนทางเรือ จึงเป็นเหตุให้ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าแท้จริงแล้วน้ำมันถูกส่งต่อไปยังเมียนมาหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ซื้อ เพื่อพิสูจน์ว่ามีความเชื่อมโยงกับเงินจากเครือข่ายสแกมเมอร์ ยาเสพติด หรือพนันออนไลน์ที่ถูกนำมาฟอกผ่านการค้าน้ำมันหรือไม่

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่