พยานแฉกลางเวทีฝ่ายค้าน! แจ้งเลขาฯ กกต. พบพิรุธเลือก สว. แต่ถูกตอบ “ใครๆ เขาก็ทำ” จี้ ยกเครื่องกระบวนการเลือก สว. ซัด กกต. ทำงานผิด 4 จังหวะ ปล่อยคนคุณสมบัติเท็จผ่านถึงวุฒิสภา
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน จัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปีเลือก สว. : เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. ภาคพิเศษ เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน” โดยเปิดเวทีให้พยาน 3 ราย ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และข้อสังเกตเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2567 พร้อมตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร การสืบสวนข้อร้องเรียน และการบังคับใช้กฎหมาย
เริ่มจาก นางศรินทร สนธิศิริกฤตย์ อดีตผู้สมัคร สว. เปิดเผยว่า ในวันเลือกระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 สังเกตเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติหลายประการ ทั้งการลอกโพยหลังเจ้าหน้าที่ห้ามนำเอกสารเข้าห้องเลือก และเชื่อว่ามีขบวนการจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ จึงเข้าแจ้งต่อนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมอ้างว่า ได้รับคำตอบกลับว่า “ใครๆ เขาก็ทำ” ซึ่งมองว่าเป็นคำตอบที่สะท้อนว่ามีการรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจดำเนินการร้องเรียนผ่านหลายช่องทาง ก่อนสุดท้ายจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หลังพบว่ากฎหมายให้อำนาจการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. อยู่ที่ กกต. เป็นหลัก

นอกจากนี้ หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ยังได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครหลายราย และพบข้อสงสัยว่าบางคนแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ เช่น อ้างมีประสบการณ์เป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยกว่า 10 ปี หรืออ้างเป็นพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน ทั้งที่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับไม่ตรงกับข้อมูลที่แจ้งไว้ ทั้งนี้ ได้ยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับคำชี้แจง ขณะที่บุคคลดังกล่าวได้รับการรับรองเป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว
ด้าน พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จากจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า ระหว่างลงสมัครได้พบข้อมูลที่เห็นว่าอาจสะท้อนความไม่สุจริตในการเลือก สว. โดยเฉพาะกรณีผู้สมัครบางส่วนที่มีคุณสมบัติไม่ครบ แต่ยังผ่านการรับสมัคร โดยพบผู้สมัครที่มีประสบการณ์ทำงานไม่ถึง 10 ปี
ผู้สมัครที่เป็นเครือญาติสมัครพร้อมกัน รวมถึงกรณี อสม. หลายรายที่อาจมีคุณสมบัติไม่ครบ แต่กลับได้รับสิทธิลงสมัคร ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้แจ้ง กกต. หลายครั้ง พร้อมนำหลักฐานไปมอบด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มผู้สมัครจำนวนมากที่ใช้ผู้รับรองคนเดียวกัน ใช้ใบรับรองแพทย์จากคลินิกเดียวกัน และระบุวันเริ่มต้นประสบการณ์อาชีพวันเดียวกัน จนมองว่าเป็นข้อมูลที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

พล.ต.ต.บัญญัติ เปิดเผยว่า หลังจากยื่นเรื่องไปกว่า 1 ปี กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญาเพียง 7 ราย แต่ยกคำร้องอีก 13 ราย ทั้งที่เห็นว่าพยานหลักฐานเป็นลักษณะเดียวกัน จึงตั้งคำถามถึงมาตรฐานการพิจารณา พร้อมระบุว่า ปัญหาสำคัญ คือ เจ้าหน้าที่ทั้ง กกต. และฝ่ายปกครอง “ปล่อยเกียร์ว่าง” ทั้งที่เจ้าหน้าที่ระดับอำเภอมีข้อมูลทะเบียนราษฎร์อยู่ในระบบ สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าผู้สมัครรายใดเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งกฎหมายห้ามสมัครพร้อมกัน และฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า ควรกำชับการทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอให้เข้มงวดมากกว่านี้ พร้อมกล่าวว่า “ควรเอาไม้เรียวหวดก้นข้าราชการที่ปล่อยเกียร์ว่าง” ทั้งนี้ ยืนยันว่า การ ออกมาเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองฝ่ายใด แต่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า และสร้างมาตรฐานที่ถูกต้องให้กับการเลือกตั้ง
ขณะที่ นายนันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร นักกฎหมายและนักกิจกรรมจากเครือข่าย CONFORALL วิเคราะห์การทำงานของ กกต. ว่า มีลักษณะ “ผิด 4 จังหวะ” ประกอบด้วย
1.ปล่อย คือ ปล่อยให้ผู้สมัครที่อาจมีคุณสมบัติไม่ตรงกับกลุ่มอาชีพผ่านการรับสมัคร ทั้งที่สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น
2.เข้ม คือ ออกระเบียบจำกัดการแนะนำตัวผู้สมัคร จนศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอน เพราะขัดต่อกฎหมาย
3.เร่ง คือ แก้ไขระเบียบและรูปแบบบัตรเลือกตั้งก่อนวันเลือกเพียงไม่นาน จนสร้างความสับสนให้ผู้สมัคร
และ 4.เบลอ คือ การเปิดให้สังเกตการณ์ที่ไม่มีมาตรฐาน บางพื้นที่มีภาพแต่ไม่มีเสียง ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบกระบวนการได้อย่างเต็มที่

นายนันทวัฒน์ ตั้งคำถามว่า เหตุใด กกต. จึงเลือกเข้มงวดในบางเรื่อง แต่ปล่อยผ่านในบางเรื่อง ทั้งที่หน้าที่สำคัญคือการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การที่ กกต. ออกระเบียบขัดต่อกฎหมาย จนศาลต้องเพิกถอน สะท้อนถึงปัญหาในการใช้อำนาจขององค์กรเอง พร้อมระบุว่า หาก กกต. ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม สิ่งที่ควรทำคือเร่งดำเนินคดีฮั้ว สว. ตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ และดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ หรือมีเจตนาซ่อนเร้นในการบังคับใช้กฎหมาย
โดยเวทีดังกล่าว ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 ราย ต่างเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการตรวจสอบการเลือก สว. เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น และให้ กกต. เร่งดำเนินการกับข้อร้องเรียนที่ค้างอยู่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้งและกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news