“กรวีร์”แจงบ้านถูกศาลยึดทรัพย์ ซื้อคืนถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

การเมือง ข่าว
“กรวีร์”แจงปมบ้านถูกศาลยึดทรัพย์ ยันซื้อคืนถูกกฎหมายทุกขั้นตอน โต้ดราม่า “เนวิน” ใส่ขาสั้นร่วมพิธี ชี้ไปในฐานะประธานสโมสร ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย เผย มอบทนายฟ้อง “ยิ่งชีพ” แล้ว หลังพาดพิงคดีฮั้ว สว. ย้ำพร้อมให้ กกต. ตรวจสอบทุกประเด็น

 

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน หลังพบว่ามีการถือครองที่ดินแปลงเดียวกับทรัพย์สินที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นบิดา เคยถูกศาลฎีกามีคำพิพากษายึดทรัพย์เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน โดยยืนยันว่า ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเป็นการยึดเฉพาะ “ตัวบ้าน” ไม่ใช่ที่ดิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สินในปัจจุบันเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ

 

นายกรวีร์ อธิบายว่า ประเด็นดังกล่าวต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ที่ดิน กับ ตัวบ้าน โดยที่ดินไม่เคยถูกศาลมีคำพิพากษาให้ยึดแต่อย่างใด เพราะที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของลุง ซึ่งเป็นพี่ชายของมารดา และภายหลังลุงถึงแก่กรรม ที่ดินจึงตกทอดเป็นมรดกมายังมารดา ก่อนที่มารดาจะโอนกรรมสิทธิ์ให้บุตรทั้ง 4 คน ส่วนทรัพย์สินที่อยู่ในคำพิพากษาของศาลนั้น คือ ตัวบ้าน ซึ่งภายหลังถูกนำออกขายทอดตลาดตามกระบวนการของรัฐ จากนั้นพี่น้องทั้ง 4 คน ได้รวบรวมเงินเพื่อซื้อบ้านคืนจากภาครัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ เมื่อบ้านกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเรา ก็ได้นำไปแสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา เพราะต้องการให้สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน วันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าเราปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน โปร่งใส และไม่มีอะไรปกปิด

 

นายกรวีร์ ยังกล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีนายเนวิน ชิดชอบ ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการแต่งกายด้วยกางเกงขาสั้นขณะร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ว่า จากข้อมูลที่ตนได้รับ ทราบว่าเป็นกิจกรรมของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช

 

ดังนั้น นายเนวิน จึงเดินทางไปในฐานะ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไม่ใช่ในฐานะผู้แทนพรรคภูมิใจไทย หรือผู้ปฏิบัติภารกิจทางการเมือง พร้อมเห็นว่า สังคมควรแยกแยะระหว่างกิจกรรมด้านกีฬา กับกิจกรรมทางการเมืองหรือพิธีการของรัฐ เพราะเป็นคนละบทบาทและคนละบริบท จึงไม่ควรนำมาปะปนกันจนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

 

นอกจากนี้ นายกรวีร์ ยังเปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) หลังมีการเปิดเผยข้อมูลและพาดพิงชื่อของตนในคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการยื่นฟ้องที่จังหวัดอ่างทองเรียบร้อยแล้ว โดยระบุว่า หากเป็นการกล่าวหาในเรื่องส่วนบุคคล ตนอาจไม่ติดใจ แต่เมื่อมีการพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตนดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค จึงจำเป็นต้องใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องทั้งตนเองและพรรค

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ข้อกล่าวหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาทั้งหมด ล้วนเป็นประเด็นเดิมที่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ใช่ข้อมูลใหม่แต่อย่างใด โดยวันที่นายยิ่งชีพออกมาแถลงข่าว ตนก็ติดตามผ่านสื่อและไม่พบสาระใหม่เพิ่มเติม และในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ตนได้เข้าให้ข้อมูลและชี้แจงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ครบถ้วนแล้ว และเชื่อมั่นว่า กกต. จะพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ

 

“ผมไม่ใช่ผู้ต้องหา แต่เป็นผู้ถูกกล่าวหา ก็ไปให้ข้อมูลกับ กกต. ตามกระบวนการเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญคืออยากให้พิจารณาจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์ ความรู้สึก หรือเกมทางการเมือง” นายกรวีร์ กล่าว

 

ส่วนกระแสความกังวลว่า คดีฮั้ว สว. อาจถูกตัดตอนหรือสาวไปไม่ถึงผู้เกี่ยวข้องระดับสูง นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนอยากเห็น กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ยึดหลักนิติธรรม และพิจารณาจากหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงินหรือพยานหลักฐานอื่นตามที่มีการกล่าวอ้าง พร้อมย้ำว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และบุคคลในพรรคภูมิใจไทยหลายคน ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยและตกเป็นจำเลยทางสังคม ทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย ดังนั้น พวกเรายืนยันมาตลอดว่า ไม่ได้กระทำผิด และพร้อมให้ความร่วมมือกับ กกต. ทุกขั้นตอน ไม่มีความกังวลอะไร เพียงแต่อยากเห็นการตัดสินที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและหลักฐาน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม และคลายข้อสงสัยของสังคม

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่