รบ.เดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาชั่วนิรันดร์ ชี้ต้องปรับให้ราคาเหมาะสม

การเมือง ข่าว

 

 

รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน หลัง กพช. ไฟเขียวเจรจา จับตาค่าพร้อมจ่าย แผน PDP พลังงานสำรอง และไฟฟ้าพื้นที่ห่างไกล ชี้ต้องปรับให้สอดคล้องกับหลักสากล เร่งทำให้ไทยมีพลังงานเพียงพอ-ราคาสมเหตุสมผล

 

 

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งนายปกรณ์ เป็นประธาน ว่า ปัญหาพลังงานแพงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกกิจการ

โดยในส่วนของการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือที่ถูกเรียกว่า สัญญาชั่วนิรันดร์ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. แล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 มติดังกล่าวทำให้การไฟฟ้าสามารถเริ่มเจรจากับเอกชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง

ทั้งนี้ เป้าหมายแรกคือการเร่งเจรจากับเอกชนและแก้สัญญาเหล่านี้ให้เสร็จ เพราะในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาใดที่ไม่มีการปรับเงื่อนไขเลยตลอดอายุสัญญา 50 ปี ตามหลักสากลควรมีการทบทวนเป็นรอบ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ ต้นทุน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นายปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบางประเภทลดลงต่อเนื่อง จึงต้องดูว่าราคารับซื้อยังสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่ และเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟหรือไม่

นอกจากเรื่องสัญญาระยะยาว คณะกรรมการฯ ยังต้องพิจารณาประเด็นค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟ โดยคณะทำงานกำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้

นายปกรณ์ กล่าวว่า การเจรจาสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา และไม่มองว่าจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับหลักสากล อดีตไทยอาจต้องให้สิทธิประโยชน์สูงเพื่อดึงเทคโนโลยีใหม่ แต่วันนี้ตลาดเปลี่ยนแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนแล้ว เงื่อนไขจึงควรถูกทบทวน

ทั้งนี้ ปัญหาค่าไฟจะต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสัญญาซื้อไฟ โดยหัวใจสำคัญคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คาดการณ์เกินจำเป็นว่าพลังงานจะไม่พอ ต้องเห็นชัดว่าประเทศมีไฟจากก๊าซ ลม แสงแดด หรือแหล่งอื่นเท่าใด

นายปกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องมองอนาคตพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ไฟที่เพิ่มจาก Data Center การลดต้นทุนสายส่งของการไฟฟ้า แนวโน้ม SMR หรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก และ ASEAN Smart Grid ซึ่งจะทำให้ประเทศในภูมิภาคซื้อขายพลังงานส่วนเกินกันได้

ทั้งนี้ หากประเทศเพื่อนบ้านมีแรงงานราคาถูกและมีแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ไทยยังพึ่งซื้อพลังงานจากภายนอกและแบกค่าไฟสูง จะกระทบขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว รัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้ไทยมีพลังงานเพียงพอ ราคาสมเหตุสมผล และประชาชนพื้นที่ห่างไกลต้องเข้าถึงไฟฟ้าได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมายโดยไม่จำเป็น

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่