“อนุทิน”ขอบคุณ“เศรษฐา”เริ่มนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus แก้ปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษา ย้ำความสัมพันธ์ไม่เปลี่ยน พบปะ-แลกเปลี่ยนความเห็นมาตลอด พร้อมรับคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ-ธุรกิจ
นายกฯ ย้ำรัฐบาลเดินหน้าสานต่อนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ชี้การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา คือการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ เผย 2-3 ปีที่ผ่านมา ลดจำนวนเด็กนอกระบบได้กว่า 600,000 คน พร้อมขอบคุณ เศรษฐา ทวีสิน ผู้ริเริ่มนโยบาย และกำชับทุกจังหวัดบูรณาการค้นหา-ติดตามเด็กให้กลับเข้าสู่การศึกษา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ประจำปี 2569 พร้อมกล่าวชื่นชมผู้ได้รับรางวัล และมอบนโยบายขับเคลื่อนโครงการ โดยระบุว่า รู้สึกยินดีและตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ริเริ่มนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงศึกษาธิการร่วมผลักดันโครงการ โดยมีพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกคน พร้อมย้ำว่าความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กและเยาวชน รวมถึงเปลี่ยนอนาคตของประเทศได้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางการศึกษา เพราะเชื่อว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ คือศักยภาพของประชาชน ประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยเรียน ซึ่งต้องเร่งแก้ปัญหาเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา เพราะเด็กที่หลุดจากห้องเรียน ไม่ได้สูญเสียเพียงโอกาสทางการศึกษา แต่ยังสูญเสียโอกาสในการพัฒนาชีวิตในหลายด้าน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจึงเดินหน้าสานต่อและยกระดับนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ซึ่งไม่ใช่เพียงการพาเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียน แต่เป็นการสร้างทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน สามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา จากกว่า 1 ล้านคน เหลืออยู่ลดลงกว่า 600,000 คน หรือเกือบครึ่งหนึ่ง ถือเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการทำงานอย่างจริงจังของทุกฝ่าย
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวขอบคุณนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ริเริ่มนโยบาย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่สานต่อนโยบายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปัจจุบันได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการโครงการในระดับชาติ ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนจนเกิดผลเป็นรูปธรรม
พร้อมกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการระดับจังหวัด ให้บูรณาการทุกหน่วยงานค้นหาเด็กนอกระบบเป็นรายบุคคล เชื่อมโยงการช่วยเหลือ ติดตามอย่างต่อเนื่อง และร่วมกันปลดล็อกอุปสรรคที่ทำให้เด็กห่างไกลจากการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือภริยาผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะนายกเหล่ากาชาดจังหวัด ให้ร่วมดูแลเด็กและครอบครัว ทั้งด้านสุขภาพ สวัสดิการ และงานสังคมสงเคราะห์ ควบคู่กับการเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะการช่วยให้เด็กคนหนึ่งได้เรียน มีทักษะ และมีงานทำ เท่ากับการสร้างกำลังคนที่มีคุณภาพให้ประเทศในระยะยาว
นายกรัฐมนตรี ยัง กล่าวถึงการพบกับนายเศรษฐา บนตึกไทยคู่ฟ้าว่า ได้มีการพูดคุยกันก่อนที่นายเศรษฐา จะมารับรางวัลเกียรติยศเชิดชูเกียรติในฐานะผู้ริเริ่มผลัก ‘Thailand Zero Dropout’ ตั้งแต่สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งช่วยให้เด็กและเยาวชนไทยที่ถูกทอดทิ้งได้รับการศึกษา เติมเต็มโอกาสให้กับพวกเขา ต่อมาในยุคของตนได้นำโครงการดังกล่าวมาสานต่อ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยมี พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ ทำหน้าที่เป็นประธานโครงการ
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า โครงการใดที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลไหนก็ตาม รัฐบาลพร้อมที่จะสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยเรื่องใดเป็นพิเศษ เช่น เรื่องการเมืองหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตั้งแต่นายเศรษฐาพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป ได้พบกันในหลายโอกาส เรามีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอด รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย จึงเป็นเรื่องปกติที่จะพูดคุยกันในทุกเรื่อง นอกจากนี้นายเศรษฐายังได้ให้คำแนะนำในหลายเรื่อง เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในมุมมองด้านเศรษฐกิจและมุมมองด้านธุรกิจ จึงได้มีการพูดคุยกันตลอดเวลา
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news