ประธาน กกต.ยันไม่หวั่นแรงกดดันคดีฮั้ว สว.ยึดตามหลักฐาน

การเมือง ข่าว

 

ประธานกกต.ยันไม่หวั่นแรงกดดันคดีฮั้ว สว. ลั่นตัดสินตามพยานหลักฐานเท่านั้น ขณะที่ กกต. เผยคดีตั้งไว้ 7 ข้อหา ส่วนประเด็นพาดพิงนักการเมืองยังอยู่ระหว่างพิจารณา ย้ำสรุปสำนวนจบปลาย ส.ค.นี้

 

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศว่า การดำเนินงานยังเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยเหลือการประชุมพิจารณาสำนวนอีก 4 ครั้ง และขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว สำหรับกรณีที่พรรคประชาชนและโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเลือก สว. ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมระบุว่า มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น นายณรงค์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าข้อมูลที่นำมาเผยแพร่เป็นข้อมูลส่วนใด แต่ยืนยันว่า กกต.พิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในสำนวน และขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการทำงานเป็นไปตามขั้นตอนและกรอบเวลาที่กำหนด

 

ประธาน กกต. ยังย้ำว่า กระแสกดดันจากพรรคการเมืองหรือภาคประชาชนที่เรียกร้องให้ส่งคดีทั้งหมดขึ้นสู่ศาล ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของ กกต. เพราะทุกการพิจารณาจะอาศัยพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ไม่ใช่อารมณ์หรือแรงกดดันทางการเมือง พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

 

ส่วนการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ประจำปี 2568 นายณรงค์ เพียงหัวเราะก่อนตอบสั้น ๆ ว่า “ให้ไปถามเลขาฯ” ขณะที่นายแสวง ปฏิเสธให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว

ด้านนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการฮั้วเลือก สว. และมีการพาดพิงถึงนักการเมืองระดับสูงว่า กกต.จะพิจารณาเฉพาะพยานหลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 เท่านั้น พร้อมอธิบายว่า หากมีหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยเข้าสู่กระบวนการไต่สวน แม้จะเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ แต่หากไม่ได้ผ่านขั้นตอนให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงหรือโต้แย้ง ก็ไม่สามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้ตามหลักกฎหมาย

 

ส่วนกรณีที่นายยิ่งชีพ ผู้จัดการ iLaw ระบุว่า ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลเดิมที่อยู่ในสำนวน แต่ต้องการเปิดต่อสาธารณะเพราะกังวลว่า กกต.อาจไม่ดำเนินการต่อ นายสิทธิโชติ ระบุว่า ไม่ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากที่ใด และหากเป็นข้อมูลในสำนวนจริง การนำมาเปิดเผยก่อนเข้าสู่ศาล อาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสเตรียมแนวทางต่อสู้คดี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมได้

 

สำหรับข้อกังวลที่ว่า กกต. 4 คน ได้รับการคัดเลือกจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน จนอาจถูกครอบงำในการพิจารณาคดี นายสิทธิโชติ ยืนยันว่า กกต.ทุกคนมีความเป็นมืออาชีพ มีดุลยพินิจในการพิจารณาพยานหลักฐาน และเชื่อว่าทุกคนจะปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

ในส่วนของความคืบหน้าคดี นายสิทธิโชติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กกต.พิจารณาไปแล้วหลายประเด็น จากข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ข้อหา โดยเหลือเพียงรายละเอียดบางส่วน รวมถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงนักการเมือง ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาในช่วงกลางเดือนสิงหาคม พร้อมย้ำว่า ประธาน กกต. วางกรอบให้สรุปคดีภายในเดือนสิงหาคมนี้ และไม่น่าจะมีการขยายระยะเวลา แม้ข้อมูลบางส่วนอาจยังไม่ครบถ้วน เพราะหากสั่งสอบเพิ่มเติมก็อาจถูกวิจารณ์ว่าเป็นการยื้อเวลา

 

นายสิทธิโชติ ยังกล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 มีข้อจำกัดด้านเวลาในการทำงาน แม้จะได้รับความร่วมมือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดมาให้ แต่ก็ยังมีบางประเด็นที่ต้องการสืบสวนเพิ่มเติม ทว่าจำเป็นต้องเร่งสรุปสำนวน เนื่องจากสังคมมองว่าคดีใช้เวลานานแล้ว และยอมรับว่า หากมีการสอบสวนเพิ่มเติม พยานหลักฐานอาจสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ก็เสี่ยงถูกมองว่า กกต.ดึงเวลา ขณะที่หากเร่งสรุปก็อาจถูกตั้งคำถามว่าการสอบสวนยังไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นแรงกดดันที่ กกต.ต้องเผชิญ

 

สำหรับข้อเสนอที่ให้ กกต.ส่งทุกคดีขึ้นสู่ศาลแล้วให้ศาลเป็นผู้พิจารณาหลักฐานเพิ่มเติม นายสิทธิโชติ เห็นว่า แนวทางดังกล่าวไม่สอดคล้องกับบทบาทของ กกต. เพราะหน้าที่สำคัญขององค์กรคือการกลั่นกรองว่า คดีใดมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะส่งต่อไปยังศาล และคดีใดควรยุติ หากส่งทุกเรื่องโดยไม่ใช้ดุลยพินิจ ก็จะทำให้กระบวนการกลั่นกรองของ กกต.หมดความหมาย

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่