“เท้ง”เปิดฟอรั่มฝ่ายค้าน แฉวงจร “เกิด แก่ เจ็บ โกง”

การเมือง ข่าว

 

“เท้ง”เปิดฟอรั่มฝ่ายค้าน แฉวงจร “เกิด แก่ เจ็บ โกง” ชี้ทุนเทา-ขบวนการพ่อทิพย์แม่ทิพย์อันตรายสุด หวั่นไทยกลายเป็นฐานอาชญากรข้ามชาติ สส.ปชน. ตีแผ่กลโกงทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิดจนตาย จี้รื้อระบบทุจริตทั้งโครงสร้าง สอบเส้นเงินสอบท้องถิ่น

 

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดงาน ฟอรั่มผู้นำฝ่ายค้าน “เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร” โดยระบุว่า ทุกครั้งที่พูดถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน คนไทยมักนึกถึงคดีใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว คดี GT200 นาฬิกาหรูยืมเพื่อน โครงการ TH-AI Passport หรือคดีทุจริตสอบท้องถิ่น แต่แท้จริงแล้วคอร์รัปชันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโครงการใหญ่ของรัฐ หากแต่แทรกซึมอยู่ในทุกมิติของชีวิตประชาชน โดยปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงเรื่องของนักการเมืองหรือการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เป็นปัญหาที่กัดกินโอกาส คุณภาพชีวิต และอนาคตของคนไทยตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลกจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต พร้อมแบ่งรูปแบบการคอร์รัปชันออกเป็น 5 กลุ่มหลัก

 

 

กลุ่มแรก คือ การที่ประชาชนไม่ได้รับสิทธิที่ควรได้รับ เพราะงบประมาณของรัฐรั่วไหลจากระบบ ทำให้เงินที่ควรกลับคืนสู่ประชาชนไม่ถึงมืออย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

กลุ่มที่สอง คือ การต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่ควรจ่าย หรือจ่ายแพงเกินความเป็นจริง เช่น การจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อขอใบอนุญาต หรือการให้สัมปทานกับกลุ่มทุนบางกลุ่มจนประชาชนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

กลุ่มที่สาม คือ ประชาชนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริตโดยตรง แต่ต้องรับผลกระทบจากความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น โครงการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

กลุ่มที่สี่ คือ การติดสินบนเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เช่น โรงงานที่สร้างมลพิษ ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือผู้กระทำผิดที่ใช้เงินแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี

ส่วนกลุ่มที่ห้า นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เป็นรูปแบบที่น่ากังวลที่สุด คือ การจ่ายเงินเพื่อให้ได้สิทธิที่ตัวเองไม่มีสิทธิได้รับ เช่น ขบวนการทุนสีเทา การทุจริตงานทะเบียนราษฎร์ หรือเครือข่าย “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” ที่ช่วยให้คนต่างชาติสวมสิทธิเป็นคนไทย โดยเตือนว่า หากปล่อยให้ปัญหานี้ดำเนินต่อไป

ประเทศไทยอาจถูกนานาชาติมองว่าเป็นฐานปฏิบัติการของอาชญากรรมข้ามชาติในอนาคต และหากเราจะพูดถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ต้องมองให้กว้างกว่าการจัดซื้อจัดจ้างหรือการโกงของนักการเมือง เพราะการทุจริตเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของประชาชนทุกคน ตั้งแต่เกิดจนตาย

 

 

ภายในเวทีฟอรั่ม สส.พรรคประชาชนได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาคอร์รัปชันในแต่ละช่วงชีวิตของประชาชน โดยเริ่มจาก นายปิยรัฐ จงเทพ ที่กล่าวถึงปัญหาการซื้อขายใบสูติบัตรเพื่อให้เด็กต่างชาติได้รับสัญชาติไทย ผ่านขบวนการ “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” โดยปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติที่ทำธุรกิจสีเทาใช้วิธีซื้อใบสูติบัตรในราคาประมาณ 110,000 บาทต่อราย เพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติไทย ซึ่งจะกลายเป็น “ใบเบิกทาง” สำหรับการใช้สิทธิในฐานะคนไทยทุกด้านในอนาคต ซึ่งจากข้อมูลที่รวบรวม พบว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครมีโรงพยาบาลที่ถูกตรวจพบความผิดปกติถึง 6 แห่ง และมีเด็กที่สวมชื่อพ่อแม่คนไทยแล้วกว่า 1,000 คน

นายปิยรัฐ เสนอให้รัฐกำหนดมาตรการ ตรวจ DNA ก่อนออกใบสูติบัตร เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบ พร้อมย้ำว่า ไม่สามารถปล่อยให้ข้าราชการรับภาระเพียงฝ่ายเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ปัญหา

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า แม้งบประมาณด้านการศึกษาจะอยู่ในระดับสูงทุกปี แต่คุณภาพการศึกษาของไทยกลับไม่พัฒนา เนื่องจากมีการทุจริตในหลายรูปแบบ ทั้งการหักหัวคิวงบประมาณ การล็อกสเปกหนังสือเรียน และการทุจริตในการบรรจุครู ทั้งนี้ หากทุกโรงเรียนมีการหักหัวคิว งบประมาณอาจรั่วไหลกว่า 100-200 ล้านบาท ต่อปี พร้อมชี้ว่าการคอร์รัปชันด้านการศึกษาไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะเงินภาษี แต่ยังทำลายอนาคตประเทศใน 3 มิติ ได้แก่ 1.คุณภาพการศึกษาตกต่ำ เพราะเด็กไม่ได้รับสื่อการเรียนรู้ที่ดีที่สุด และอาจได้ครูที่ไม่ได้มีความสามารถจริง 2.นโยบายด้านการศึกษาที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะงบประมาณถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ และ 3.เด็กและเยาวชนซึมซับวัฒนธรรมการยอมรับการโกง จนมองว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติ โดยนายพริษฐ์ ย้ำว่า หากการเมืองยังไม่จริงจังกับการปราบปรามการทุจริต การปฏิรูปการศึกษาก็แทบเป็นไปไม่ได้

ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากอาจคิดว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน แต่ในความเป็นจริงทุกคนกำลังจ่าย “ภาษีแฝง” จากต้นทุนที่เกิดจากการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ โดยกลโกงที่พบเป็นประจำ ได้แก่ 1.ล็อกสเปก 2.ฮั้วประมูล 3.ตั้งราคากลางสูงเกินจริง 4.แบ่งซื้อแบ่งจ้าง 5.ลดสเปกงานหลังเซ็นสัญญา 6.ใช้บริษัทในเครือเดียวกันยื่นแข่งขันประมูล

 

 

ดังนั้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการทุจริตเหล่านี้ สุดท้ายจะถูกผลักภาระมายังประชาชนในรูปของภาษีและราคาสินค้าที่สูงขึ้น และสิ่งที่ถูกโกงไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คืออนาคตของประเทศ

ด้าน นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน เปิดเผยระบบ 3 ด่านส่วยแรงงานข้ามชาติ ประกอบด้วย
1.ด่านดอง จ่ายค่านายหน้า 5,000-12,000 บาท 2.ด่านหน้าศูนย์ 1,300-3,600 บาท และ 3.ด่านเถื่อน จ่ายครั้งแรก 10,000 บาท หรือรายเดือน 1,000 บาท ทั้งนี้ แม้ผู้ประกอบการจะเป็นผู้จ่าย แต่ต้นทุนทั้งหมดสุดท้ายก็ถูกผลักไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าและบริการ

ส่วน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน หยิบยกประเด็นการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นขึ้นเป็นตัวอย่างของปัญหาระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก โดยเปรียบคดีดังกล่าวเหมือนภาพยนตร์ที่ผู้ชมยังไม่รู้ตอนจบ และตั้งข้อสังเกตว่าผู้กำกับเรื่องพยายามตีวงการสอบสวนให้แคบลง เพื่อไม่ให้ไปถึง “ลาสบอส” หรือผู้มีอำนาจตัวจริง พร้อมระบุว่า คดีนี้อาจกลายเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ โดยเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ระบุว่าการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่นเกิดขึ้นมานาน ผู้สอบจำนวนมากเล่าว่า แม้สอบหลายครั้งก็ไม่เคยผ่าน จนมีผู้เสนอให้จ่ายเงินแลกกับการสอบติด โดยเงินดังกล่าวไม่ใช่เพียงการซื้อตำแหน่ง แต่เป็นการซื้อความมั่นใจว่าจะไม่ถูกสับเปลี่ยนคะแนนหรือถูกแทรกแซงจากผู้ที่จ่ายมากกว่า ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นหรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป

พร้อมมองว่า ปัญหานี้สะท้อนทั้งระบบอุปถัมภ์ การกดทับคนที่ไม่มีอำนาจ และอิทธิพลทางการเมืองในต่างจังหวัดที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการสอบสวนวินัยเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยเพียง 5 คน และมีผู้ถูกดำเนินคดีเพียง 3 คน แต่กลับยังไม่มีหน่วยงานใดทำหนังสือขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญในการสาวถึงผู้บงการ

น.ส.ภคมน ยังกล่าวเชิงเสียดสีว่า “เรียนท่าน มท.1 ที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ช่วยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ให้ ปปง. ตรวจเส้นเงินหน่อย อนุทิน 1 โทรหาอนุทิน 2 ให้หน่อย” พร้อมตั้งคำถามว่า ในเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลคนเดียวกัน เหตุใดการตรวจสอบเส้นทางการเงินจึงยังไม่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าประชาชนเริ่มมองเห็นแล้วว่าปลายทางของคดีนี้อาจไม่สามารถเอาผิดผู้มีอำนาจตัวจริงได้

อย่างไรก็ตาม เวทีฟอรั่มครั้งนี้ พรรคประชาชนพยายามสื่อสารว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเพียงคดีการเมือง แต่เป็น “ต้นทุนชีวิต” ที่ประชาชนทุกคนต้องแบกรับ ตั้งแต่การเกิด การศึกษา การทำงาน การประกอบอาชีพ การเข้าถึงสวัสดิการ การรักษาพยาบาล ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในวาระสุดท้ายของชีวิต พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกลไกของรัฐ เพิ่มความโปร่งใส และปิดช่องโหว่การทุจริตในทุกระดับ เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างเต็มที่ และยุติวงจร “เกิด แก่ เจ็บ โกง” อย่างแท้จริง

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่