ทุ่งสงเดินหน้ายกระดับสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์

ข่าว ภูมิภาค

 

 

อว. ชูโมเดล ‘ทุ่งสง’ ปั้นเมืองรองสู่เศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นักวิจัยชี้ต้องเริ่มที่ ‘ปัญญา’ ไม่ใช่ ‘ปัญหา’ ลบภาพอีเวนต์ฉาบฉวย

 

 

คณะนักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิ ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) และภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 18 – 20 กรกฎาคม 2569 ขับเคลื่อนโครงการ “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์” นักวิจัยระดับนำประสานเสียง ย้ำการพัฒนาต้องเน้นความยั่งยืน ทิ้งรูปแบบการจัดอีเวนต์ระยะสั้น ชูการนำ “ต้นทุนทางวัฒนธรรม” มาสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

พร้อมดึงเยาวชนร่วมสืบทอด ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญของแผนงานเชิงกลยุทธ์การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (ววน.) กระทรวง อว. เปิดเผยถึงทิศทางการให้ทุนวิจัยว่า โครงการยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปีนี้ ได้ขยายผลจากเดิมที่มีเพียง

1 โครงการ แตกออกเป็น 11 โครงการย่อย โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ครอบคลุม 4 พื้นที่เมืองรองหลัก ได้แก่ ลำปาง กาฬสินธุ์ พนัสนิคม (ชลบุรี) และทุ่งสง (นครศรีธรรมราช) หัวใจสำคัญของการวิจัยชุดนี้ ดร.ธนภณ ระบุว่า คือการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรม และการนำคุณค่าเหล่านั้นไปสร้างเป็นมูลค่าเพิ่ม โดยต้องก้าวข้ามการจัดงานในลักษณะ “อีเวนต์” ที่จัดเพียงไม่กี่วันแล้วจบไป “เวลาเราพูดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือทุนทางวัฒนธรรม ส่วนใหญ่มักจะเจอภาพของการทำในลักษณะเชิงอีเวนต์ จัดอยู่ 3-7 วันแล้วก็เลิก แต่ในงานวิจัยนี้ เราตั้งใจจะทำอย่างไรให้งานเหล่านี้เป็นงานระยะยาว เป็นงานยั่งยืน ไม่ใช่งานอีเวนต์” ดร.ธนภณ กล่าว

 

 

นอกจากนี้ ดร.ธนภณ ยังได้ยกตัวอย่างการสร้าง “เทศกาลใหม่” เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นปัจจุบัน โดยระบุว่า ที่ทุ่งสง นอกเหนือจากงานบุญเดือนสิบ (งานส่งตายาย) ที่มีมาแต่ดั้งเดิม ทีมวิจัยได้ริเริ่ม “งานเปตตะ” (เปรต) ซึ่งเป็นงานรับตายายในช่วงต้นเดือนกันยายน โดยแปลงนัยยะของเปรตให้เป็นเรื่องของความกตัญญู ความสามัคคี และความเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งถือเป็นการสร้างเทศกาลในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาเทศกาลในอดีตเพียงอย่างเดียว

ด้าน ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการทำงานในพื้นที่ว่า การจะยกระดับไปสู่จุดหมายได้ ต้องเริ่มต้นจาก “รากฐาน” ของชุมชน หากคนในพื้นที่ไม่รู้จักรากของตนเอง ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นการจัดอีเวนต์ที่สูญเปล่า

 

 

ดร.ถวิลวดี เน้นย้ำถึงหลักคิดสำคัญของโครงการนี้ว่า เป็นการทำงานที่พลิกมุมมองการพัฒนาพื้นที่ โดยไม่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่าพื้นที่มีปัญหาอะไร แต่เริ่มจากการค้นหาว่าพื้นที่มีดีอะไร

“ประเด็นที่เราทำงานคือ เราเริ่มต้นจากปัญญา เราไม่เริ่มต้นจากปัญหาเลย เราไม่ได้บอกว่าทุ่งสงมีปัญหาอะไร แต่เรามองว่าทุ่งสงมีดีอะไร นี่คือการเริ่มต้นจากปัญญาแล้วพาปัญญาไปสู่จุดหมาย” ดร.ถวิลวดี ระบุ

 

 

นอกจากนี้ ดร.ถวิลวดี ยังให้ความสำคัญกับการดึง “กลุ่มเยาวชน” เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “ยุววัฒนธรรม” เพื่อเป็นนักสื่อสารวัฒนธรรมในพื้นที่ของตนเอง โดยเยาวชนจะได้รับการฝึกฝนให้เห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ ในชุมชน สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือออกแบบโครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของตนเองได้

พร้อมทั้งเชื่อมโยงการสื่อสารตั้งแต่ระดับย่าน ไปจนถึงสื่อระดับชาติ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจจากระดับพื้นบ้านให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ การลงพื้นที่ตลอด 3 วันที่ผ่านมา เต็มไปด้วยบรรยากาศของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งคณะนักวิจัย ผู้นำชุมชน ตัวแทนเทศบาล และกลุ่มนักเรียน/เยาวชน

 

 

โดยมีกิจกรรมสำคัญ

18 ก.ค. 69: การประชุมหารือร่วมกับประชาคมและภาคีเครือข่าย ณ อาคารสยามกัมมาจล และลงพื้นที่สำรวจต้นทุนวัฒนธรรมบริเวณสถานีรถไฟทุ่งสง

19 ก.ค. 69: การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ณ เทศบาลเมืองทุ่งสง ในหัวข้อ “การออกแบบการยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” และลงพื้นที่ศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ ตลาดชุมทางทุ่งสง (หลาดชุมทาง)

และวันนี้ 20 ก.ค. 69 ลงพื้นที่ศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสรุปแนวทางการพัฒนา ก่อนที่คณะวิจัยจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร เป้าหมายสูงสุดของเวทีนี้ คือการที่ชุมชนทุ่งสงพร้อมที่จะนำองค์ความรู้และงานวิจัยไปขับเคลื่อนต่อยอด ร่วมกับกลไกความเข้มแข็งของประชาคมท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนผ่าน “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่