คนโคราชน้ำตาคลอ แห่ยื่นอุทธรณ์บัตรคนจน

ข่าว ภูมิภาค
คนโคราชน้ำตาคลอ แห่ยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐแน่นกรุงไทย ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์วอนรัฐทบทวน พิจารณาตามสภาพความเป็นอยู่จริง

 

ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหัวทะเล ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีประชาชนจำนวนมากทยอยเดินทางมาตรวจสอบสิทธิ สอบถามรายละเอียด และยื่นอุทธรณ์ หลังตรวจสอบสถานะแล้วพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ โดยหลายคนระบุว่ารู้สึกผิดหวังและอยากให้ภาครัฐเปิดโอกาสพิจารณาจากสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง มากกว่าข้อมูลในระบบเพียงอย่างเดียว

 

นายวิวัฒน์ไชย สุทธิศักดิ์ อายุ 62 ปี อาชีพรับจ้าง เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมายื่นอุทธรณ์ที่ธนาคารกรุงไทย หลังตรวจสอบสถานะผ่านแอปพลิเคชันแล้วพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากระบบระบุว่ามีทรัพย์สินประเภทรถยนต์ จึงต้องการสอบถามรายละเอียดและยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีการตรวจสอบใหม่

นายวิวัฒน์ไชย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาโดยตลอด แต่การคัดกรองรอบนี้มีความเข้มงวดมากขึ้น เมื่อทราบผลว่าไม่ผ่านก็รู้สึกเสียใจ เพราะเงินช่วยเหลือแม้จะไม่มาก แต่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพได้ ทั้งการซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง และของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน

 

“แม้จะได้เพียงเดือนละ 300 บาท แต่ก็ช่วยได้ เช่น ซื้อของ 500 บาท เราออกเพิ่มเองอีก 200 บาท ก็ยังช่วยลดภาระได้ อีกทั้งบางช่วงยังมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม 200-500 บาท แม้จะไม่ได้ทุกครั้ง แต่ก็มีความหมายสำหรับคนมีรายได้น้อย” นายวิวัฒน์ไชย กล่าว

 

พร้อมกันนี้ นายวิวัฒน์ไชย ระบุว่า เข้าใจถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องกำหนดหลักเกณฑ์และตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มงวด แต่เห็นว่าการมีทรัพย์สินบางประเภทไม่ได้หมายความว่าจะมีฐานะดี หรือมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาสภาพความเป็นอยู่และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนเป็นรายบุคคล

นอกจากนี้ ยังสะท้อนว่า บางครอบครัวแม้ไม่มีรายได้ประจำ แต่มีบุตรหลานส่งเงินมาให้ใช้จ่ายครั้งละเพียง 400-500 บาท เมื่อนำยอดเงินเข้าบัญชีตลอดปีมาคำนวณ อาจทำให้ระบบประเมินว่ามีรายได้เกินเกณฑ์ ทั้งที่เป็นเงินสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่รายได้ประจำหรือเงินออม

 

นายวิวัฒน์ไชย ยังฝากถึงรัฐบาลว่า อยากให้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและพิจารณาตามสภาพความเป็นอยู่จริง ไม่ควรตัดสิทธิจากข้อมูลในระบบเพียงอย่างเดียว พร้อมสะท้อนถึงปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ล่าสุดสูงกว่า 700 บาท จากเดิมประมาณ 400-500 บาทต่อเดือน ทั้งที่ภายในบ้านมีเพียงพัดลม ตู้เย็น และหม้อหุงข้าว ทำให้ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น

 

ด้านนางดาด ถอยกระโทก อายุ 75 ปี เปิดเผยว่า หลังตรวจสอบสิทธิผ่านโทรศัพท์มือถือ พบว่าสถานะขึ้นสีแดงและไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งที่ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีบ้านหรือที่ดินเป็นของตนเอง ปัจจุบันเช่าบ้านพักอาศัย ขณะที่สามีเป็นผู้พิการ ส่วนบุตรหลานต่างมีภาระของตนเองและไม่ได้ส่งเงินมาช่วยเหลือเป็นประจำ

 

นางดาด กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาโดยตลอด เงินช่วยเหลือดังกล่าวช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้มาก โดยเฉพาะการซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปและของใช้จำเป็นสำหรับสามีที่พิการ แม้สามีจะยังได้รับสิทธิ แต่ครั้งนี้ตนกลับไม่ผ่านเกณฑ์ จึงรู้สึกเสียใจและไม่เข้าใจถึงสาเหตุ

 

วันนี้จึงเดินทางมายื่นอุทธรณ์เพื่อขอทราบเหตุผลที่ชัดเจน เนื่องจากไม่มีทรัพย์สินหรือเงินฝากจำนวนมาก และมีฐานะยากจนจริง หากท้ายที่สุดการอุทธรณ์ไม่สำเร็จ ก็พร้อมยอมรับผล แม้เงินช่วยเหลือจะไม่มาก แต่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

 

นางดาด ยังตั้งข้อสังเกตว่า พบเห็นบางรายมีเงินฝากจำนวนมาก หรือมีบุตรหลานทำงานต่างประเทศส่งเงินให้เป็นประจำ แต่ยังได้รับสิทธิ ขณะที่ตนไม่มีทรัพย์สินและไม่มีรายได้แน่นอนกลับไม่ผ่านเกณฑ์ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบมาตรฐานการพิจารณาให้เกิดความเป็นธรรม

 

พร้อมฝากถึงรัฐบาลว่า อยากให้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างจริงจัง โดยประสานผู้นำชุมชนและคนในพื้นที่ร่วมยืนยันข้อเท็จจริง เพราะเป็นผู้ที่ทราบดีว่าแต่ละครอบครัวมีฐานะและความเป็นอยู่อย่างไร พร้อมขอให้พิจารณาช่วยเหลือผู้ที่มีความเดือดร้อนจริง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีบ้านเป็นของตนเองและต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่พิการ

 

ประชาชนหลายรายที่เดินทางมาติดต่อในวันแรก ต่างระบุว่ารอคอยผลการประกาศสิทธิ เนื่องจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นโครงการสำคัญที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่