นายกฯ เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ธ.ก.ส. กำหนดวงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 6 ต่อปี รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ย เพียงร้อยละ 3 ต่อปี ย้ำ “รัฐบาลมุ่งมั่นทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลังที่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พระนศรศรีอยุธยา จำกัด อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการ ธ.ก.ส. เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์

โอกาสนี้ นายอนุทิน รับฟังการกล่าวต้อนรับจากผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยากล่าวต้อนรับ และชมวีดิทัศน์สรุปโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง แล้วรับฟังคำกล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและประธานกรรมการ ธ.ก.ส. แล้วเป็นประธานกล่าวเปิดและทำพิธีเปิด พร้อมพบปะและรับฟังความเห็นจากเกษตรกร และถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้จัดงานและผู้แทนเกษตรกร และชมการสาธิตการใช้โดรนเพื่อการเกษตร รวมถึงชมและขับรถไถไฟฟ้าที่ผลิตโดยคนไทย
นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาส มีวาสนา มาพบกับพี่น้องประชาชนที่อำเภอบางบาลแห่งนี้ หลายครั้งที่ผ่านมา พี่น้องทั้งหลายต้องพายเรือมาหากัน แต่วันนี้เรามาทางบก แสดงว่า วันนี้น้ำยังไม่ท่วม และรัฐบาลก็จะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้หน้าน้ำ พ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงทุกคนได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด แม้เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ แต่เราจะต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องโครงสร้าง เรื่องระบบระบายน้ำ การเตรียมพร้อม แม้กระทั่งเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ พวกเรามาเพื่อนำโครงการที่จะลดภาระในการดำรงชีวิตของพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเรื่องของด้านการเกษตร วันนี้ได้เปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิตเกษตรกรรม เรามาเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต พูดง่าย ๆ คือ วันนี้เราหาสินเชื่อมาให้พี่น้องได้ไปใช้ในการจะไปปลูกข้าว ไปทำเกษตรกรรม ถ้าเป็นชาวนาใช้ปุ๋ย ก็ต้องกู้ ธ.ก.ส. มาซื้อปุ๋ย โดยโครงการฯ นี้ ดอกเบี้ย 6% ก็เท่ากับพี่น้องออก 3% แล้วก็รัฐออก 3% โดยมุ่งหวังต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตได้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น

รัฐบาลจึงมีมาตรการอยู่เช่นนี้ซึ่งไม่ใช่เพียงการกู้เงินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำ มีเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนได้ นอกจากนี้ เราก็ร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้พี่น้องได้เข้าอบรมพัฒนาทักษะ เสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการต้นทุน อันนี้สำคัญมาก ต้องให้ความรู้ในการที่จะทำให้พี่น้องได้บริหารต้นทุนให้ดี แล้วก็สามารถที่จะทำปัจจัยการผลิตที่เอามาทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพสูงมากขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น มีช่องทางการขายมากขึ้น และเรายังสนับสนุนการติดตามและส่งเสริมความร่วมมือในการยกระดับภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลผลิตด้วย เช่น การส่งเสริมการเลือกใช้ปุ๋ย ให้เหมาะกับสภาพดิน ซึ่งจะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นที่จะลดต้นทุน ช่วยวางแผนการเพาะปลูกและบริหารต้นทุน หรือแม้กระทั่งการใช้โดรนในการเพาะปลูก การเลือกใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงและทนต่อสภาพอากาศ เป็นต้น
“สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถลดต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ เพราะเราต้องทำให้พี่น้องทำเกษตรกรทั้งหลายมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลต้องวางรากฐานให้ภาคเกษตรกรภาคเกษตรของไทยเข้มแข็งในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจที่เราจะไม่เอาแต่แจกปลาให้กับพี่น้องประชาชน แต่จะให้ไปตกปลาที่จะทำให้พี่น้องสามารถบริหารจัดการรายได้ของตัวเอง โอกาสของตัวเองได้มากขึ้น และหวังว่าจะสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ไม่ได้ทำเฉพาะในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เพราะรัฐบาลไม่ได้มองว่ามันเป็นการช่วยเหลือเพราะพี่น้องต้องการความช่วยเหลือ แต่รัฐบาลต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน อย่างสภาพน้ำท่วม เราขอให้น้ำไม่ท่วม ขอให้ฝนไม่ตกไม่ได้ ยิ่งฝนไม่ตกแล้วเราจะทำมาหากินได้อย่างไร เพราะเราเป็นอาชีพเกษตรกรรม แต่เมื่อฝนตกแล้ว เราต้องบริหารสถานการณ์น้ำได้ มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี รัฐบาลก็เร่งดำเนินการสร้างผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งที่อำเภอเสวนา โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลมาท่วม ในขณะเดียวกันที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ กรมชลประทานก็ออกแบบในการผันน้ำ เพราะที่ผ่านมา พอน้ำท่วม ก็มาจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งมันไม่คุ้มที่ต้องมานั่งทนอยู่แต่ในบ้าน ออกไปข้างนอกไม่ได้ แล้วแค่รับถุงยังชีพ มันจะใช้ได้กี่วัน ทำมาหากินก็ลำบาก แต่รัฐบาลต้องเสียเงินเยียวยาเหตุการณ์ภัยตลอด 45 ปีแล้ว และปีหลัง ๆ เนี่ย ภัยมันเยอะขึ้น ก็ต้องเพิ่มเงินเยียวยา ปีหนึ่งก็ใช้เงินประมาณเฉลี่ย 50,000 ล้าน 6 ปี 300,000 ล้าน ซึ่งเมื่อเราทำโครงการผันน้ำ อย่างเช่น เอาง่าย ๆ เลยที่มีอยู่ในโครงการอยู่แล้ว ใช้เงินหลัก 1,000 ล้านบาท”
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตอนนี้ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานก็มีโครงการอยู่ 7 โครงการ กำลังก่อสร้างอยู่ ก็หวังว่าเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมันก็จะทุเลาลง แต่น้ำจะไม่ท่วมเลยเนี่ยเป็นไปไม่ได้ครับ เราสู้ธรรมชาติไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะบริหารจัดการน้ำท่วมในอนาคต ช่วงน้ำท่วม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะต้องมีวิธีการมา ทำให้พี่น้องสามารถสร้างรายได้จากน้ำที่ขังอยู่ เช่น ช่วงปกติเราก็ทำนาปลูกข้าว ปลูกพืช เวลามีน้ำท่วม ก็หาปลาดี ๆ มาเลี้ยง ซึ่งต้องถือว่าเป็นโอกาสของเราเหมือนกัน เพราะประเทศที่สู้รบกันส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีน้ำมัน เป็นประเทศที่มีพลังงาน แต่เป็นประเทศที่ผลิตอาหารไม่ค่อยได้ แต่ “ประเทศไทยมีอาหาร” เรามีอาหารไปขายให้กับเขา ขายได้ราคาที่ดีด้วย สามารถทำให้ประเทศไทยเรามีจุดที่เราสามารถต่อรองกับเขาได้ด้วย เราก็ต้องหาจุดที่เราแข็งแรง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเรา แล้วก็สร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินงาน เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาเห็นสภาพปุ๊บ เราก็ต้องเร่งแก้ไขผลักดันสนับสนุนอย่างเต็มที่
เพื่อพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลงไปจนถึงปทุมธานี นนทบุรี หรือแม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร ก็จะได้รับอานิสงส์จากโครงการที่เราจะทำในเรื่องของชลประทาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ส่วนที่มันล้นก็ระบายออกไป ส่วนที่ต้องใช้ก็หาที่เก็บกักเอาไว้ เราทำงานร่วมกัน เราดูแลซึ่งกันและกัน รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย ที่ไม่ได้เป็นการแจกเงิน แต่เป็นการร่วมกันกระตุ้นให้เศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมา คือ เกิดการจับจ่ายใช้สอยอย่างมากมาย ขายของได้มากขึ้น

“อานิสงค์ที่เราใช้คำว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” มันไม่ใช่แค่รัฐบาลเติมเงินให้ แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขายได้มากขึ้น เพราะซื้อมากขึ้น ถือว่าเป็นการช่วยเหลือคนไทยซึ่งกันและกัน ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เศรษฐกิจแข็งแรง มีเงินหมุนในระบบเพิ่มมากขึ้น เท่าที่ความสามารถของรัฐบาลมี ไม่เป็นการแบกภาระมากจนเกินไป และเมื่อรัฐบาลเป็นคนกู้ รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบ และสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน เราจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน” นายอนุทิน กล่าว
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เพื่อยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรในการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรดั้งเดิมไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย ผ่านการสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพทางการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยกำหนดวงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 6 ต่อปี ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร ร้อยละ 3 ต่อปี ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ย เพียงร้อยละ 3 ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
สำหรับเกษตรกรที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยพืชที่เข้าร่วมโครงการ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้ นอกจากนี้ เกษตรกรต้องผ่านการอบรม หรือเรียนรู้ การพัฒนาทักษะและบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ/หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด และเกษตรกรต้องใช้พันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง มีมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
ในด้านการชำระเงินกู้ เกษตรกรต้องสามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามระยะเวลาที่ ธ.ก.ส. กำหนด โดยเกษตรกรผู้กู้รับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝาก วงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี เมื่อผู้กู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ โดยกำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน (ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 30 เมษายน 2572) ซึ่งผู้สนใจสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วน ธ.ก.ส. 025550555
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews