“โรม” ลั่นขยายแนวร่วมสู้ “ระบอบสีน้ำเงิน”

การเมือง ข่าว
“โรม” ลั่นเดินหน้าสอบคดีลอบยิง”กมลศักดิ์” ไม่ปล่อยคนบงการลอยนวล ขณะปัดข่าวลือโปลิตบูโรจิ้ม “สุรพล” นั่งประธานยุทธศาสตร์ กทม. ยัน พรรคประชาชนไม่เปลี่ยนอุดมการณ์ ชี้ต้องขยายแนวร่วมสู้ “ระบอบสีน้ำเงิน”

 

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน (กมธ.กฎหมายฯ) กล่าวถึงกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยระบุว่า กมธ. จะหยิบยกเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมช่วงบ่ายวันเดียวกัน และมองว่า คดีดังกล่าวไม่ใช่เพียงคดีอาญาทั่วไป แต่เป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่ทางการเมือง

 

หากนักการเมืองที่ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนยังตกเป็นเป้าคุกคามหรือถูกลอบทำร้ายได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยโดยรวม ซึ่งเราไม่สามารถปล่อยให้กรณีแบบนี้ผ่านไปได้ ไม่ได้มองว่าเป็นคนละพรรคหรือไม่ สิ่งสำคัญคือคนที่อยู่เบื้องหลังต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ ไม่ควรปล่อยให้ลอยนวล พร้อมยืนยันว่า กมธ. จะติดตามคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เกิดการสืบสวนสอบสวนอย่างรอบด้าน และขยายผลไปถึงผู้บงการหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง หากมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึง

 

ขณะเดียวกัน นายรังสิมันต์ ยังชี้แจงกรณีการแต่งตั้งนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 ให้ดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้สนับสนุนพรรคบางส่วน พร้อมยอมรับว่า พรรคได้รับฟังและน้อมรับทุกคำวิจารณ์ แต่ยืนยันว่าคำถามสำคัญที่สุดคือ พรรคประชาชนยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดิมหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ “ไม่เคยเปลี่ยน” และขอยืนยันว่า เรื่องการเปลี่ยนอุดมการณ์ การถอยหลังทางอุดมการณ์ ความคิดความเชื่อ ไม่เกิดขึ้นแน่นอน

 

รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า พรรคยังคงเดินหน้าผลักดันการแก้ไขกฎหมายและโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นมรดกจากยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมถึงผลักดันกฎหมายเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศเช่นเดิม พร้อมอธิบายว่า การดึงนายสุรพลเข้ามาร่วมงาน ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนจุดยืนทางการเมือง

 

แต่เป็นการสร้างพันธมิตรและเพิ่มกำลังในการต่อสู้กับสิ่งที่พรรคมองว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่พรรควิจารณ์ว่ากำลังขยายอิทธิพลครอบงำกลไกทางการเมืองและรัฐ ทั้งนี้ เราเห็นแล้วว่ากำลังที่เรามีอยู่เพียงลำพังไม่เพียงพอ จึงต้องพยายามยกระดับการต่อสู้และรวมพลังให้มากขึ้น

ส่วนความย้อนแย้งระหว่างจุดยืนของพรรคประชาชนกับบทบาททางการเมืองในอดีตของนายสุรพล นายรังสิมันต์ ระบุว่า สิ่งสำคัญคือทิศทางของพรรคในปัจจุบัน ไม่ใช่การตัดสินจากประวัติในอดีตเพียงด้านเดียว พร้อมย้ำว่าพรรคยังคงมีจุดยืนชัดเจนในการไม่สนับสนุนรัฐประหาร และคัดค้านรัฐธรรมนูญที่สืบทอดจากคณะรัฐประหาร เพราะยานพาหนะที่ชื่อว่าพรรคประชาชนกำลังเดินไปในทิศทางไหน นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด

 

สำหรับกรณีที่มีการเปรียบเทียบกับท่าทีของพรรคประชาชนในอดีตที่วิจารณ์พรรคเพื่อไทยกรณีจับมือกับพรรคภูมิใจไทย นายรังสิมันต์ ระบุว่า ไม่ต้องการนำสองกรณีมาเปรียบเทียบกัน เพราะเป็นบริบทที่แตกต่างกัน แต่ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยทรยศหรือหักหลังหลักการของตนเอง พร้อมย้ำว่า การขยายแนวร่วมไม่ได้หมายถึงการประนีประนอมกับอุดมการณ์ หากแต่เป็นความพยายามรวมพลังจากผู้ที่เห็นพ้องในการแก้ไขปัญหาประเทศ เพื่อรับมือกับสิ่งที่พรรคมองว่าเป็น “ศัตรูทางการเมืองหลัก” ที่กำลังสร้างความเสียหายต่อระบบการเมืองไทย

 

นายรังสิมันต์ ยังปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่ามีกลุ่ม “โปลิตบูโร” อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจแต่งตั้งนายสุรพล โดยยืนยันว่าโครงสร้างดังกล่าวไม่มีอยู่จริงในพรรคประชาชน เพราะไม่มีโปลิตบูโร โปลิตบูโรไม่ได้อยู่ในโครงสร้างของพรรค อาจเป็นเพียงชื่อเรียกที่บางคนใช้กันเท่านั้น ทั้งนี้ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะถูกหรือผิด เวลาจะเป็นผู้พิสูจน์ และผู้บริหารพรรคพร้อมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจดังกล่าว

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่