“ดร.โจ”หาเสียงทุ่งครุ เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง ชูนโยบายผู้ดูแลผู้สูงอายุ

การเมือง ข่าว

 

“ดร.โจ”ลุยทุ่งครุ เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง ชูนโยบายผู้ดูแลผู้สูงอายุ 5,000 ตำแหน่ง ซัด”ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่แก้ปัญหาโครงสร้าง

 

 

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.แอนศิริ วลัยกนก สส.กทม. พรรคประชาชน และนายมหัทธวัฒน์ พรเภตรา ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียงชุมชนทุ่งครุพัฒนาเพื่อนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ที่เป็นปัญหาหลักในพื้นที่ พร้อมเยี่ยม “ลุงแหวง” ผู้ป่วยติดเตียงที่ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มภายในบ้านเมื่อ 5 ปีก่อน

ภรรยาของลุงแหวงสะท้อนว่า ครอบครัวต้องดูแลกันเองโดยไม่มีลูกหลานช่วยเหลือ ขณะที่การเดินทางไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1,000-3,000 บาท ส่วนบริการขนส่งผู้ป่วยของภาครัฐต้องจองล่วงหน้าและมีข้อจำกัดด้านคิวบริการ

 

 

 

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนความยากลำบากของครอบครัวผู้ป่วยติดเตียงในกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 15,000 คน โดยหากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะผลักดันนโยบายจัดตั้งผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในรูปแบบอาชีพประจำ ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าชั่วโมงละ 120 บาท พร้อมตั้งเป้าสร้างงานใหม่ราว 5,000 ตำแหน่ง เพื่อเข้าไปช่วยเหลือครอบครัวต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มบริการรถรับส่งผู้ป่วยติดเตียง โดยตั้งเป้าสนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไม่น้อยกว่า 180,000 เที่ยวต่อปี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

 

สำหรับกลยุทธ์หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย นายชัยวัฒน์ ระบุว่า พรรคประชาชนจะใช้จุดแข็งเรื่องการทำงานเป็นทีม โดยมีทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ผู้สมัคร ส.ก. และ สส.กทม. ร่วมลงพื้นที่ทำงานเชื่อมโยงกันในทุกเขตเพื่อเข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนและครัวเรือนมากยิ่งขึ้น

ส่วนกรณี น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคประชาชน ออกมาพาดพิงเรื่องปฏิบัติการไอโอของพรรคประชาชน นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า พรรคทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าประชาชนในกรุงเทพฯมีวิจารณญาณเพียงพอในการพิจารณาข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ปรากฏ

 

 

สำหรับกรณีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นายชัยวัฒน์ มองว่า เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ให้ผลเพียงชั่วคราว ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย พร้อมยกตัวอย่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีต ทั้งโครงการคนละครึ่งและดิจิทัลวอลเล็ต ที่แม้ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้สูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น อาจมีความจำเป็นในบางสถานการณ์ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับคนไทย ไม่ใช่เพียงการนำเงินภาษีมาแจกแล้วจบลงโดยไม่สร้างศักยภาพใหม่ให้กับประเทศ