เปิดวาร์ปสู่อวกาศ! “อ.เชน” พาบุกห้องแล็บ TIGERS-X

ทั่วไป ข่าว
เปิดวาร์ปสู่อวกาศ! “อ.เชน” พาบุกห้องแล็บ TIGERS-X ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ชมสดภารกิจวิศวกรไทยคุมสเปซแล็บ “ผลิตยา” บนอวกาศ “ฝีมือคนไทยทุกขั้นตอน”

 

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการโครงการ TIGERS-X ณ ชั้น 5 วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อติดตามความคืบหน้าภารกิจส่งชุดทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นจาก “ฝีมือคนไทยทุกขั้นตอน” ที่ขึ้นไปทำงานบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงของราชวิทยาลัยฯ นำโดย ศ.เกียรติคุณ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการฯ และ รศ.นพ.ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ผศ.ดร.วเรศ จันทร์เจริญ อาจารย์ผู้พัฒนาโครงการฯ เป็นผู้นำชมและอธิบายเบื้องหลังการทำงานแบบเจาะลึกทุกขั้นตอน สั่งการข้ามอวกาศด้วยความหน่วงเพียง 1.2 วินาที

 

ไฮไลต์ของการเยี่ยมชมครั้งนี้ คือการเปิดระบบควบคุมการทำงานจริงที่เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ภาพที่น่าทึ่งคือระบบการทำงานทั้งหมดถูกออกแบบมาให้กะทัดรัดและคล่องตัวสูง โดยใช้คอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวก็สามารถจำลองเป็นศูนย์ควบคุมจากที่ใดก็ได้บนโลก ผศ.ดร.วเรศ ได้สาธิตการทำงานแบบคู่ขนาน (1:1) โดยให้ ศ.ดร.ยศชนัน ทดลองกดปุ่มสั่งงานชุดทดลองบนโลก (Parallel Module) ซึ่งคำสั่งเดียวกันนั้นจะถูกส่งตรงขึ้นไปยัง ISS ทันทีด้วยความหน่วงเวลา (Latency) ต่ำเพียง 1.2 วินาที ผ่านเครือข่าย Near Space Network ก่อนที่ระบบจะโหลดไฟล์วิดีโอแสดงผลลัพธ์ผ่าน FTP Server กลับมาโชว์บนหน้าจอแบบเรียลไทม์ รูปแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดข้อจำกัดและต้นทุนในการพึ่งพานักบินอวกาศลงไปได้อย่างมหาศาล แต่ยังทำงานได้อย่างแม่นยำ ย่อห้องทดลองแพทย์สู่แผ่นชิป ไขปริศนาที่ค้างคามา 60 ปี

 

หัวใจสำคัญของโครงการ TIGERS-X คือการใช้เทคโนโลยี Lab-on-a-chip (การย่อส่วนห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์มาไว้บนชิปขนาดจิ๋ว) ที่สามารถย่ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้มีขนาดเล็กเท่าแผ่นนามบัตร และรวมชุดการทดลอง (Payload) ทั้งหมดให้กะทัดรัดเท่าโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่อง เพื่อความคล่องตัวในการขนส่งทางอวกาศ

หัวใจสำคัญของโครงการ TIGERS-X คือการใช้เทคโนโลยี Lab-on-a-chip (การย่อส่วนห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์มาไว้บนชิปขนาดจิ๋ว) ที่สามารถย่ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้มีขนาดเล็กเท่าแผ่นนามบัตร และรวมชุดการทดลอง (Payload) ทั้งหมดให้กะทัดรัดเท่าโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่อง เพื่อความคล่องตัวในการขนส่งทางอวกาศ

 

เป้าหมายหลักทางวิทยาศาสตร์คือการศึกษาปรากฏการณ์อิมัลชัน (Emulsification) เพื่อไขข้อสงสัยที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกคาใจมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นสำรวจอวกาศเมื่อ 60 ปีก่อน ว่าของเหลวที่เข้ากันไม่ได้อย่าง “น้ำกับน้ำมัน” จะผสมกันออกมาในรูปแบบไหนเมื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่มีแรงโน้มถ่วง ซึ่งข้อมูลเชิงโมเลกุลที่ได้กลับมานี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนายาและอาหารทางการแพทย์ รวมถึงปูทางไปสู่งานวิจัยที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง Organ-on-a-chip ในอนาคตความพร้อมของไทย สู่ HUB เศรษฐกิจอวกาศใหม่

 

การเดินชมห้องปฏิบัติการในวันนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงภาพใหญ่ที่สำคัญ นั่นคือ “ความพร้อมของประเทศไทย” ปัจจุบัน Supply Chain สำหรับอุตสาหกรรมอวกาศเราสามารถใช้ชิ้นส่วนจากธุรกิจในประเทศได้ถึง 100% ในขณะที่ศูนย์ทดสอบของไทยก็สามารถประเมินมาตรฐานได้สูงถึง 90% ของ NASA แต่ใช้ต้นทุนที่ประหยัดกว่ามาก ประเทศไทยจึงมีความพร้อมเต็มที่ในการเป็นศูนย์กลาง (HUB) ด้านเศรษฐกิจอวกาศใหม่ (New Space Economy) ของภูมิภาค

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังยึดแนวคิด Open Science โดยการเปิดเผยข้อมูลการทดลองผ่าน Public Dashboard ให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาติดตามผลได้ฟรี ถือเป็นการทำลายกำแพงที่ว่าอวกาศเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนได้เห็นศักยภาพของวิศวกรไทย และเชื่อมั่นว่าเป้าหมายระดับอวกาศนั้น “คนไทยก็ทำได้”

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่