สภาฯ ตีตกตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ 266 ต่อ 174 ฝ่ายค้านซัด “ขายฝัน” ขณะรัฐบาลย้ำ คือโอกาสพลิกไทยสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมาก 266 ต่อ 174 เสียง ตีตกญัตติด่วนขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาโครงการแลนด์บริดจ์ โดยให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการแทนหลังเกิดการอภิปรายเข้มข้นระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ถึงความคุ้มค่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอนาคตการพัฒนาภาคใต้
โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงจะ “ทำหรือไม่ทำแลนด์บริดจ์” แต่คือการกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืน โดยตั้งคำถามว่ารัฐบาลรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่มากพอหรือไม่ พร้อมชี้ว่าโมเดลการพัฒนาแบบ EEC แม้ทำให้ GDP เติบโต แต่คุณภาพชีวิตและสวัสดิการแรงงานกลับไม่ได้ดีขึ้นตาม โดยภาคใต้ยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเกษตรกรไม่มีความมั่นคงในที่ดิน รายได้ท่องเที่ยวกระจุกตัว และโครงสร้างพื้นฐานยังล้าหลัง พร้อมตั้งข้อกังวลว่าแลนด์บริดจ์อาจทำให้เกิดการเก็งกำไรที่ดิน ทำลายป่าชายเลนและทรัพยากรธรรมชาติโดยผลประโยชน์อาจตกอยู่กับกลุ่มทุนมากกว่าประชาชนในพื้นที่
พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนวคิด “SBRC” หรือระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ ที่เน้นต่อยอดทุนวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ เกษตรยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และพลังงานสะอาดแทนการลงทุนเมกะโปรเจกต์มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายสนับสนุนการตั้ง กมธ. โดยระบุว่าแลนด์บริดจ์ตั้งอยู่บน “มายาคติ” ว่าจะทดแทนช่องแคบมะละกาได้ ทั้งที่หลายการศึกษาชี้ว่าไม่ได้ช่วยลดต้นทุนจริง เพราะต้องมีขั้นตอนขนถ่ายสินค้าหลายทอด และอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า และยังตั้งข้อกังวล 5 ประเด็นหลัก ทั้งเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา ความเสี่ยงต้องเปิดพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก และประเด็นความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเตือนว่าไทยอาจกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจโลก หากเกิดความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ในอนาคต พร้อมเสนอแนวคิด “Southern Connect” พัฒนาเครือข่ายถนน รถไฟ และท่าเรือ เชื่อมภาคใต้กับโลก ด้วยงบประมาณต่ำกว่าและกระจายประโยชน์ได้ทั่วทั้งภูมิภาค
ขณะที่ นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.พรรคภูมิใจไทย ฝ่ายรัฐบาล ชี้แจงว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” แต่เป็น “ประตูเศรษฐกิจใหม่” ที่สำคัญที่สุดของไทยในรอบหลายสิบปี โดยคาดว่าจะสร้างงานกว่า 280,000 ตำแหน่ง เพิ่ม GDP ประเทศราว 1.5% ต่อปี และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน
นายพีรพัฒน์ ระบุว่า โครงการจะช่วยลดเวลาการเดินเรือ 3-4 วัน และหากเชื่อมกับจีนตอนใต้โดยตรง อาจลดระยะเวลาขนส่งได้ถึง 14 วัน พร้อมมองว่าแลนด์บริดจ์ยังเป็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงลดความเสี่ยงหากเกิดวิกฤตในช่องแคบมะละกา
ส่วนข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้ระบบ ESIA ท่าเรือสีเขียว เทคโนโลยีสมาร์ทโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด และแนวทางออกแบบที่ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศให้มากที่สุด
ท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาฯ ลงมติไม่เห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาฯ ส่งผลให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์ต่อภายใต้การกำกับของคณะรัฐมนตรีต่อไป
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews