“ยศชนัน”ดันอว.”มินิ ครม.วิทยาศาสตร์”ปั้นไทยสู่รายได้สูง

การเมือง ข่าว
“ยศชนัน” ลุยเชียงใหม่ ดัน อว. เป็น “มินิ ครม.วิทยาศาสตร์” ชู Sandbox แก้ปัญหาโครงสร้างประเทศ ปั้นไทยสู่รายได้สูง

 

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” ภายในงานสัมมนาผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประจำปี 2569 ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยประกาศวิสัยทัศน์ยกระดับกระทรวง อว. ให้เป็น “มินิ ครม.ด้านวิทยาศาสตร์” พร้อมผลักดันพื้นที่ Sandbox เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่พาไทยสู่ “ประเทศรายได้สูง”

 

ภายในงานมี นายพงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ พร้อมปาฐกถาจาก นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ฉายภาพผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่อมหาวิทยาลัยไทย

นายยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. ไม่จำเป็นต้องสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมด แต่ต้อง “เติมเต็มช่องว่าง” และทำงานแบบ Synergy โดยใช้ศักยภาพขององค์ความรู้ บุคลากร และงานวิจัย เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การต่างประเทศ ความมั่นคง ภัยพิบัติ และการบริหารรัฐ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ขยายผลได้จริง โดยเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการผลักดันให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง ผ่าน New Growth Engine ซึ่งจะเป็นรากฐานแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมดของประเทศ พร้อมระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่สามารถแก้ได้เพียงด้วยการปราบปราม แต่ต้องแก้ผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้ประชาชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รมว.อว. ยังหยิบยกแนวคิดของ World Bank ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน “การศึกษา-วิจัย-นวัตกรรม” ไปพร้อมกัน พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัยหยุด “อุ้มเทคโนโลยีล้าสมัย” และหันมา “อุ้มคน” ผ่านการ Reskill และ Upskill เพื่อให้บุคลากรปรับตัวทันเทคโนโลยีโลก นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้นักวิจัยออกจากห้องแล็บ สร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจและกลุ่มทุน Venture Capital พร้อมผลักดันการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง เพราะทรัพย์สินในหัวคือสิ่งที่สร้างมูลค่าได้จริง ถ้ามี IP ที่ดี มันส่งต่อให้ลูกหลานได้ ต่างจากปริญญาที่ติดตัวเราไปคนเดียว

ในด้านการศึกษา รมว.อว. เสนอให้มหาวิทยาลัยปรับแนวคิดใหม่ โดยยึด User Experience เป็นศูนย์กลาง เปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยทำงาน จนถึงผู้สูงอายุ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ Startup หรือผู้ประกอบการเข้ามาเรียนรู้ในระบบมหาวิทยาลัยได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงพื้นที่สร้างสรรค์ เช่น TK Park กับอุทยานวิทยาศาสตร์

 

เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงระบบนิเวศนวัตกรรมระดับประเทศ และในช่วงท้าย นายยศชนัน กล่าวชื่นชม อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ว่าเป็นหนึ่งในศูนย์บ่มเพาะ Startup ที่ดีที่สุดของประเทศ และมองว่าเชียงใหม่ไม่ใช่เมืองชายขอบ แต่เป็น “ศูนย์กลาง” ที่เชื่อมอินเดียและจีนเข้าด้วยกัน พร้อมชูจุดแข็งของไทยด้าน Biodiversity ที่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรม MedTech แนวคิด Nature Positive และเทคโนโลยี Robotics ซึ่งไทยถือเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “Technology Disruption ไม่ใช่วิกฤต แต่คือโอกาส เพราะไทยยังมาช้าและยังอยู่ตรงทางแยก เราจึงมีโอกาสเลือกเส้นทางใหม่ที่ถูกต้อง เพื่ออนาคตของประเทศ

 

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวง อว. หน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายศุภชัย ปทุมนากุล และ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ เป็นต้น

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่