“ไชยชนก” มอบหน่วยงานดีอี บูรณาการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ช่วงฤดูฝน
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงฯ (Top Executives) ครั้งที่ 4/2569 โดยมีนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย
นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมวันนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งในเรื่องของมาตรการลดการใช้พลังงานของหน่วยงานในสังกัด และการจัดเตรียมโครงการต่างๆ เช่น AI Passport เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของคนไทย การจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลด้านสวัสดิการประชาชน พร้อมจัดเก็บเป็นข้อมูลในรูปแบบ Digital ID นำไปสู่การสร้าง ONE ID ต่อไป ฯลฯ
ขณะเดียวกันจากสถานการณ์ของการเกิดแผ่นดินไหว และฝนตกหนักในหลายพื้นที่ในปัจจุบัน ตนจึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดเตรียมแนวทางและมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดภัยพิบัติโดยให้ กรมอุตุนิยมวิทยา (อต.) ดำเนินการติดตามข้อมูลด้านอุตุฯ เร่งสร้างการรับรู้ ยกระดับการพยากรณ์อากาศ พร้อมบูรณาการร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย เพื่อนำข้อมูลมาใช้แจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที
ในส่วนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้มอบหมายให้มีการจัดทำมาตรฐานกลางการจัดเก็บข้อมูลภัยพิบัติ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และพัฒนาระบบคลังข้อมูลสาธารณภัยแห่งชาติ ทั้ง ข้อมูลด้านการแจ้งเตือนภัย การจัดเก็บข้อมูลผู้อพยพ ผู้ประสบภัย และความเสียหาย ข้อมูลศูนย์พักพิง และข้อมูลการฟื้นฟูหลังได้รับผลกระทบ พร้อมเตรียมนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
ด้านบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้นำเสนอโครงการจัดสร้างโครงข่ายสื่อสารเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ (PSMN) โดยยกระดับการใช้งานคลื่นความถี่ 850 MHz ที่ได้รับจาก กสทช. ร่วมกับโครงข่าย 700 MHz ที่มีอยู่ของ NT เป็นคลื่นสื่อสารเพื่อการแจ้งเตือน เฝ้าระวังและบรรเทาสาธารณะภัย ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะดำเนินการติดตั้ง 350 ฐาน ใน 253 อำเภอ 75 จังหวัด
ครอบคลุมพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภัยพิบัติ และพื้นที่เศรษฐกิจ ได้แก่ เชียงใหม่, ขอนแก่น, นครราชสีมา, สงขลา, ภูเก็ต และพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ,ชลบุรี และระยอง) โดยบูรณาการข้อมูลจากสถิติย้อนหลัง 8 ปีของ ปภ. และข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
สำหรับโครงข่ายดังกล่าวจะเป็นลักษณะการ Roaming เพื่อให้ครอบคลุมและมีเสถียรภาพสูงสุด โดยสถานีฐานทุกแห่งจะมีระบบสำรองไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และสำรองการเชื่อมโยงด้วยระบบดาวเทียม (Satellite Backhaul) ในสัดส่วน 10% เพื่อการสื่อสารที่ต่อเนื่อง แม้ในสภาวะที่โครงข่ายหลักล่ม พร้อบกับการพัฒนาแอปพลิเคชัน รองรับการสื่อสารแบบ Mission Critical Push-to-Talk (MCPTT), Talk Group, VideoSurveillance สำหรับเจ้าหน้าที่ และเป็นช่องทางให้ประชาชนรายงานการขอความช่วยเหลือพร้อมพิกัด
“ดีอี ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลด้านการแก้ไขปัญหา และจัดเตรียมมาตรการรับมือภัยความมั่นคงและภัยธรรมชาติ โดยบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นให้ความสำคัญต่อการแจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมรับมือสถานการณ์ การให้ความช่วยเหลือ และเร่งฟื้นฟูในภาวะที่สถานการณ์ภัยพิบัติได้เริ่มคลี่คลาย เพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานกลางของการป้องกันรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบต่อไป” รมว.ดีอี กล่าว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews