“ชัยวัฒน์”เปิดนโยบาย”AI จับโกง กทม.”ชู 7 มาตรการ

ทั่วไป ข่าว
“ชัยวัฒน์”เปิดนโยบาย”AI จับโกง กทม.”ชู 7 มาตรการ สกัดคอร์รัปชัน ตั้งเป้าคืนเงินคนกรุง 2 หมื่นล้าน ขณะ ไม่การันตี สก.พรรคส้มไร้คดีทุจริต ชี้คัดกรองเต็มที่แล้ว ด้าน “วิโรจน์” ซัดดีลลับผู้ว่าฯ-สก. เลวร้ายสุด

 

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เปิดตัวนโยบาย “กรุงเทพฯโปร่งใส AI จับโกง” ชูระบบเทคโนโลยี AI ตรวจสอบงบประมาณและจัดซื้อจัดจ้างหวังตัดตอนปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบ พร้อมตั้งเป้าคืนเงินให้คนกรุงเทพฯ มากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาเรื้อรังที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ งบประมาณจำนวนมากรั่วไหลไปสู่การทุจริต
ทั้งในรูปแบบโกงโครงการรัฐและการเรียกรับสินบน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่มีงบประมาณมากกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท จึงมองว่ายังมีช่องทางประหยัดงบและป้องกันการรั่วไหลได้อีกมหาศาล

 

ทั้งนี้ พรรคประชาชนประเมินว่า หากป้องกันการทุจริตในระบบจัดซื้อจัดจ้างและลดการเรียกรับสินบนได้ จะสามารถคืนเงินให้คนกรุงเทพฯ ได้กว่า 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 10,000 ล้านบาท จากการป้องกันทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้าง และอีก 10,000 ล้านบาท จากการลดต้นทุนการเรียกรับผลประโยชน์

นายชัยวัฒน์ ยังยกตัวอย่างคดีทุจริตในยุคผู้ว่าฯ กทม. หลายสมัย ตั้งแต่โครงการเรือและรถดับเพลิงยุคนายสมัคร สุนทรเวช คดีฮั้วประมูล 16 โครงการยุคนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ไปจนถึงโครงการไฟประดับลานคนเมืองยุคนายอัศวิน ขวัญเมือง รวมถึงโครงการเช่ารถขยะ EV และซ่อมอาคารสภา กทม. ในยุคปัจจุบันที่ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใส โดยเราหวังพึ่งคนดีอย่างเดียวไม่ได้ต้องสร้างระบบที่แม้แต่คนอยากโกงก็โกงไม่ได้

 

สำหรับนโยบาย “BKK Redflag AI” ประกอบด้วย 7 มาตรการหลัก ได้แก่ การจัดทำฐานข้อมูลงบประมาณที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ การใช้ AI ตรวจจับราคาหรือสเปกผิดปกติ การเปรียบเทียบราคากลางอัตโนมัติ การทำ e-Catalog ป้องกันการปั่นราคากลาง การใช้ AI ตรวจ TOR สกัดล็อกสเปก การวิเคราะห์เครือข่ายบริษัทเพื่อตรวจจับฮั้วประมูล และการตรวจสอบเอกสารดิจิทัลเพื่อจับพิรุธการปลอมเอกสาร

 

นายชัยวัฒน์ ระบุด้วยว่า แนวทางดังกล่าวมีต้นแบบจากการบริหารของ อบจ.ลำพูน ภายใต้พรรคประชาชน ซึ่งสามารถใช้งบต่ำกว่าราคากลางได้ถึง 26.7% และประหยัดงบประมาณได้สูงที่สุดในประเทศ พร้อมยืนยันว่า หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะผลักดันระบบ “AI จับโกง” มาใช้ทันที เพื่อสร้างกรุงเทพฯ ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

 

ขณะเดียวกัน นายชัยวัฒน์ ยอมรับไม่สามารถการันตีได้ว่า ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรคจะไม่มีคดีทุจริตในอนาคต แต่ยืนยันพรรคมีระบบคัดกรอง ตรวจสอบประวัติ และอบรมผู้สมัครอย่างเต็มที่ พร้อมเชื่อว่าทุกคนมีเจตนารมณ์ทำงานเพื่อประชาชน พร้อมยืนยัน พรรคประชาชนเปิดโอกาสให้คนที่มีความตั้งใจเข้ามาทำงานการเมือง พร้อมมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลเท่าที่สามารถทำได้ ทั้งการเช็กประวัติ การทำงานร่วมกัน และการลงพื้นที่ แต่ยอมรับว่า “ไม่มีใครการันตีมนุษย์ได้” หากมีใครเปลี่ยนไปหลังได้รับเลือกตั้ง

ส่วนกรณีถูกตั้งคำถามว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. สอบตกเรื่องการจัดการทุจริตหรือไม่ นายชัยวัฒน์ ระบุว่า ขอให้ประชาชนเป็นผู้ประเมินผ่านการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน พร้อมมองว่า หน้าที่สำคัญของฝ่ายบริหารคือการยับยั้งปัญหาทุจริตในทุกขั้นตอน ไม่ใช่อ้างว่า “ไม่รู้ ไม่เห็น”

 

นายชัยวัฒน์ ยังชี้แจงกรณีพรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สก. ครบ 50 เขตว่า ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานร่วมกับ สก.พรรคอื่นไม่ได้ แต่ต้องการสร้างระบบที่ลดการต่อรองผลประโยชน์และปัญหา “งบแปร” ที่ สก. บางกลุ่มใช้ต่อรองงบประมาณกับฝ่ายบริหาร

 

ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาทุจริตใน กทม. เกิดขึ้นซ้ำ เพราะไม่มีระบบป้องกันที่เข้มแข็ง พร้อมเสนอให้ใช้ AI ตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนทำงบประมาณ การตั้งราคากลาง และการร่าง TOR เพื่อปิดช่องล็อกสเปกและฮั้วประมูล

 

นายวิโรจน์ ยังวิจารณ์พฤติกรรม สก. บางส่วนว่า มีการรวมกลุ่มตัดงบผู้ว่าฯ ก่อนเจรจาหลังม่านเพื่อแลกผลประโยชน์ พร้อมระบุว่า “ชิดเกินไปก็ไม่ดี ห่างเกินไปก็ไม่ดี แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือดูเหมือนห่าง แต่หลังม่านใกล้ชิด”

 

ขณะเดียวกัน ทั้งนายชัยวัฒน์และนายวิโรจน์ ยังโต้ข้อครหาว่า ทีมบริหาร กทม. ของพรรคประชาชนอยู่แต่ “หอคอยงาช้าง” โดยยืนยันว่าแต่ละคนมีบทบาทต่างกัน ทั้งงานนโยบายและงานภาคสนาม พร้อมระบุว่า หลังจากนี้ประชาชนจะได้เห็นทีมบริหารลงพื้นที่และร่วมขับเคลื่อนนโยบายมากขึ้นตามจังหวะแคมเปญหาเสียงของพรรค

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่