เมื่อประเทศไทยถูกมองว่าเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ของกลุ่มทุนสีเทาและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ หลายคนอาจคิดว่า เข้ามาแล้วจะใช้เงิน ใช้อิทธิพลหรืออาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงความผิดได้ แต่ในความเป็นจริงทุกเส้นทางย่อมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ และทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่พบพิรุธหรือหลักฐานต้องสงสัยคดีก็พร้อมถูกขยายผลทันที เพราะไม่ว่าพยายามซ่อนตัวดีแค่ไหน สุดท้ายกฎหมายก็ยังตามทัน
หนึ่งในคดีที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมไทยรู้จักคำว่า “จีนเทา” คือคดี “ตู้ห่าว” นักธุรกิจชาวจีนสัญชาติไทย ที่มีชื่อเชื่อมโยงกับ “ผับจินหลิง”สถานบันเทิงย่านยานนาวา ถูกตำรวจเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2565
ภายในพบชาวจีนจำนวนมาก รวมถึงยาเสพติด อาวุธ และชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย
จนนำไปสู่การขยายผลเครือข่ายทุนสีเทาในไทย
หลังเกิดเหตุ ขยายผลตรวจค้นบ้านพักและบริษัทที่เกี่ยวข้องหลายจุดพร้อมอายัดทรัพย์สินจำนวนมาก ขณะที่ตู้ห่าว เข้ามอบตัวภายหลังและปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับยาเสพติดและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าตู้ห่าวและจำเลยบางส่วนร่วมกันเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือฟอกเงินจากยาเสพติดจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยและยกฟ้องหลายข้อหา ขณะที่จำเลยบางส่วนถูกลงโทษในคดียาเสพติด อาวุธปืน และเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต
แม้สุดท้าย “ตู้ห่าว” จะได้รับการยกฟ้องในหลายข้อหา แต่คดีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปัญหา “จีนเทา” ถูกจับตาในระดับประเทศและนำไปสู่การตรวจสอบเครือข่ายทุนต่างชาติผิดกฎหมายอีกจำนวนมากในเวลาต่อมา
อีกคดีที่ถูกจับตาไม่แพ้กัน คือกรณีของ “เฉอ จื้อเจียง” นักธุรกิจชาวจีนที่หลายคนเรียกว่า เป็นผู้ก่อตั้งเมืองกาสิโนและธุรกิจสีเทาในพื้นที่ “ชเวโก๊กโก่”เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา
เฉอ จื้อเจียง ถูกจับกุมในประเทศไทยเมื่อปี 2565 ตามหมายจับของทางการจีนก่อนกลายเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตภายในเรือนจำที่ถูกตั้งคำถามว่าได้รับสิทธิพิเศษเกินปกติ จนสังคมเรียกว่า “คุก VIP” ไม่ว่าจะเป็นห้องพักสิ่งอำนวยความสะดวก หรือการเข้าถึงบุคคลภายนอก ก่อนท้ายที่สุด
ไทยจะดำเนินกระบวนการส่งตัวกลับประเทศจีนตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ขณะที่ช่วงหลัง ปัญหาจีนเทาเริ่มขยับจากคดีฟอกเงินและสถานบันเทิง ไปสู่ประเด็นด้านความมั่นคง
หลังปรากฏชื่อ “หมิง เฉิน ซัน” ในคดีตรวจค้นบ้านพักพื้นที่ จ.ชลบุรีซึ่งเจ้าหน้าที่พบอาวุธสงครามจำนวนมาก จนเกิดคำถามว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในไทยกำลังขยายตัวไปไกลกว่าที่สังคมเคยรับรู้หรือไม่
โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางการเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
และล่าสุด เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินคดีกับชายชาวจีนรายหนึ่ง หลังปรากฏคลิปเหตุการณ์ใช้เท้าถีบประตูช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติภายในสนามบินสุวรรณภูมิ
จนได้รับความเสียหาย มูลค่ากว่า 450,000 บาท
รายงานระบุว่า ชายชาวจีนรายดังกล่าวเดินทางมายังช่องตรวจอัตโนมัติขาออกแต่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของระบบ ทำให้เครื่องไม่ทำงาน ก่อนแสดงอาการไม่พอใจใช้เท้าถีบประตูเครื่องหลายครั้ง และเดินฝ่าออกไปโดยไม่ผ่านการตรวจเจ้าหน้าที่ ตม.เข้าควบคุมตัว แต่ผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมด่าทอและขัดขืนการปฏิบัติงาน
ก่อนถูกนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีฐานทำให้เสียทรัพย์และดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
เบื้องต้น สตม.มีคำสั่งเพิกถอนวีซ่า พร้อมขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศไทยตลอดชีวิตโดยระบุว่า เป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคมและจะผลักดันกลับประเทศหลังสิ้นสุดกระบวนการทางกฎหมาย
จาก “ผับจินหลิง” สู่ “คุก VIP” และล่าสุด “คลังแสงอาวุธสงคราม”หลายฝ่ายมองตรงกันว่า ปัญหาจีนเทาในไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงคดีอาชญากรรมทั่วไปอีกต่อไปแต่กำลังสะท้อนถึงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เชื่อมโยงทั้งเงินทุน อิทธิพลและช่องโหว่ของระบบรัฐอย่างซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews