“อภิสิทธิ์”เตือนรัฐบาลกู้ 4 แสนล้าน เสี่ยงเงินเฟ้อ-หนี้พุ่ง ชี้ เศรษฐกิจยังไม่เข้าขั้นวิกฤต แนะลดภาษีน้ำมันแทนอัดฉีดเงิน ขณะ “กรณ์” กางกำไรบริษัทน้ำมันไทยออยล์ พุ่งไตรมาสแรก 456% สะท้อนลาภลอยจากวิกฤต
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิชย์ รองหัวหน้าพรรค แถลงแสดงจุดยืนคัดค้านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล พร้อมเตือนว่า การอัดฉีดเงินจำนวนมากในช่วงเวลาเพียง 4 เดือน อาจส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่ง ราคาสินค้าสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ปฏิเสธว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนจากเศรษฐกิจ แต่เห็นว่ารัฐบาลยังมีแนวทางอื่นที่เหมาะสมกว่า และไม่จำเป็นต้องใช้การกู้เงินพิเศษ ซึ่งการออก พ.ร.ก.ถือเป็นมาตรการพิเศษที่ลดขั้นตอนการตรวจสอบของรัฐสภา จึงต้องใช้เฉพาะในภาวะวิกฤตที่กระทบ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” อย่างแท้จริง โดยยกตัวอย่าง 3 วิกฤตในอดีตที่เคยมีการกู้เงิน ได้แก่ วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤตโควิด-19 ซึ่งล้วนมีตัวชี้วัดเศรษฐกิจติดลบอย่างหนัก ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ตัวเลขเศรษฐกิจหลายด้านยังเป็นบวก

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ อ้างข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดว่า การส่งออกขยายตัว 19.3% รายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 7.2% การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 3.6% และดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังเป็นบวก พร้อมระบุว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ “มูดี้ส์” ยังปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยดีขึ้นก่อนหน้านี้ จึงตั้งคำถามว่า มีเหตุใดที่เข้าข่าย “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” จนต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน
นายอภิสิทธิ์ ยังแสดงความกังวลต่อแผนใช้เงิน 200,000 ล้านบาท ภายใน 4 เดือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมองว่าอาจทำให้เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น และผลักดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้นอีก ขณะเดียวกันหนี้สาธารณะของประเทศก็ใกล้แตะเพดาน พร้อมตั้งคำถามถึงเงินกู้อีก 200,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลจะใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่าใครจะได้รับประโยชน์ และเหตุใดรัฐบาลจึงมุ่งเน้นโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า
ซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แทนที่จะส่งเสริมพลังงานชีวภาพหรือไบโอดีเซล ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและช่วยเกษตรกรไทยได้โดยตรง

ด้านแนวทางแก้ปัญหา พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้รัฐบาลลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งและราคาสินค้า โดยประเมินว่าจะทำให้ราคาดีเซลลดลงเหลือประมาณ 33 บาทต่อลิตร ใช้งบเพียง 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของวงเงินที่รัฐบาลเตรียมใช้
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวพาดพิงโครงการแจกเงินของรัฐบาลว่า ไม่ใช่การช่วยเหลือแบบ “มุ่งเป้า” เพราะสุดท้ายผู้ที่เข้าถึงสิทธิ์ได้เร็วอาจเป็นคนที่มีโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตดีกว่า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลกำลังใช้วิกฤตเป็นข้ออ้างในการผลักดันนโยบายหาเสียงและโครงการขนาดใหญ่ โดยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากผู้ประกอบการพลังงาน หลังพบว่าบริษัทไทยออยล์มีกำไรไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นถึง 456% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้ประกอบการบางส่วนได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

ด้านนายกรณ์ ระบุว่า กำไรของไทยออยล์ในไตรมาสแรกสูงถึง 19,000 ล้านบาท มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่า 4.5 เท่า และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีก่อนกว่า 30% สะท้อนว่ารัฐบาลปล่อยให้เกิดกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและราคาน้ำมัน โดยไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม
ส่วนในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ ฝากถึงรัฐบาลว่า แม้กฎหมายจะประกาศใช้แล้ว แต่หากรัฐบาลเปลี่ยนใจ ไม่กู้เงิน และหันมาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการลดราคาน้ำมัน ดูแลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และใช้กลไกโอนงบประมาณแทน ก็จะเป็นผลดีกับประชาชนมากกว่า พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “นายกฯ จะได้ไม่ต้องขับรถพุ่มพวง”
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news