ทนาย”บิ๊กโจ๊ก” โต้คลิปเสียงสินบนทองคำ ไม่ใช่เนื้อหาที่คุยกับ เอ็ดเวิร์ด ตั้งข้อสังเกต อาจเข้าข่ายใช้ AI ปลอมเสียง จ่อเอาผิดทุกคนหากมีการสร้างหลักฐานเท็จ
วันนี้ (21 เม.ย. 2569) ที่รร.ฮิลตัน แกรนด์ อโศก นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวตอบโต้กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยคลิปเสียงในคดีติดสินบนทองคำ 246 บาท ที่โรงแรมย่านอโศก กรุงเทพมหานคร
โดย ก่อนเริ่มการแถลงข่าว พ.ต.อ. ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท มาปรากฎตัวหน้าห้องประชุม เพื่อจะขอเข้าฟังการแถลงข่าว โดยทีมทนายได้ชี้แจงว่าเป็น “คู่กรณีโดยตรง” และการแถลงครั้งนี้เป็นกิจกรรมส่วนตัว จึงไม่อนุญาตให้เข้าร่วม รวมถึงขอความร่วมมือไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ในห้อง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

นายสัญญาภัชระ ย้ำว่า การแถลงครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาพาดพิงองค์กรตำรวจ แต่เป็นการทำหน้าที่ทนายเพื่อชี้แจงข้อกฎหมายให้สังคมเข้าใจตรงกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการแถลงข่าวของตำรวจเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ว่าอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ในประเด็นข้อกฎหมาย ทีมทนายระบุว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการตามขั้นตอนเฉพาะที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 236-237 ซึ่งกำหนดให้มีคณะผู้ไต่สวนอิสระที่แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกาเท่านั้น ไม่ใช่อำนาจของพนักงานสอบสวนทั่วไป พร้อมอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้นการสอบสวนของ บก. ปปป. อาจเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการ เพื่อคัดค้านสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว
ทนายสัญญาภัชระ ยังกล่าวถึงข้อมูลที่ได้รับการบอกเล่าจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถึงความสัมพันธ์ ระหว่าง บิ๊กโจ๊ก กับนายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด บุคคลในคลิปเสียง ออกจากรั้วที่ตํารวจแล้วมาเปิดแถลงข่าว ส่วนวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา โดยยอมรับว่ารู้จักและกันอย่างดีเหมือนพี่น้อง เพระเคยช่วยเหลือเกื้อกูลมาตลอด
เนื่องจ
าก ก่อนหน้านี้ มีคดีสำคัญเกี่ยวกับ คดีที่ ทนายตั้มถูกเจ้อ้อย ฟ้อง เกี่ยวกับคดีฉ้อโกงและมีเรื่องของรถ โดย ลูกน้องของเอ็ดเวิร์ด ก็ถูกดำเนินคดีด้วย และทนายตั้ม จะขอให้ศาลออกหมายเรียกให้เอ็ดเวิร์ดไปเป็นพยาน ทำให้เอ็ดเวิร์ด เกิดความเครียด เพราะเขาเป็นนักธุรกิจไม่เคยชินกับการถูกดำเนินคดี จึงโทรมาปรึกษา บิ๊กโจ๊ก และบิ๊กโจ๊กได้ แนะนําทนายอู๊ด ให้เอ็ดเวิร์ด รู้จัก และเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กัน
จากนั้น เอ็ดเวิร์ด ซึ่งมีปัญหาด้านสุขภาพและมีอาการป่วย จึงอยากไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ เพราะเขาเป็นคนมีฐานะดี พร้อมยืนยันว่าบิ๊กโจ๊กไม่ได้กดดันให้เอ็ดเวิร์ดต้องหนีออกนอกประเทศ เพราะเขาเดินทางออกนอกประเทศไป ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ก่อนที่จะเกิดคดีเกี่ยวกับสินบนทองขึ้น
เมื่ออยู่อังกฤษ แล้วก็มีการคุยกับสารทุกข์สุกดิบ กัน พอมีเรื่องของคดีทอง เอ็ดเวิร์ดก็มาปรึกษากับบิ๊กโจ๊ก ว่าขอให้ช่วยหาทนายให้ บิ๊กโจ๊กบอกว่าให้ทนายอู๊ดดำเนินการ
ขณะเดียวกัน พลตํารวจเอกสุรเชษฐ์ ย้ำว่าในสิ่งที่พูดคุยกีบ เอ็ดเวิร์ด ไม่มีเนื้อหาตามที่ปรากฏในคลิปเสียง ที่ตำรวจนำมาเปิดแต่อย่างใด เพราะหากดู จากลักษณะการพูดคุย ถ้วงทำนอง จังหวะจะโคนในคลิป ดูพูดคล่องกว่าตัวจริง และขณะนี้ กำลังหาต้นตอว่าได้มีการสร้างขึ้นหรือไม่ มีการเอาข้อความจากเสียงต้นแบบมาปะติดปะต่อมาดำเนินการหัวท้ายหรือไม่หรือมีการแก้ไขส่วนไหน ถ้าเจอจะดำเนินคดีทุกคน

ทนายสัญญาภัชระ ตั้งข้อสังเกตว่า เทคโนโลยี AI Voice Cloning และ Deepfake ในปัจจุบันสามารถปลอมแปลงเสียงได้แนบเนียน อีกทั้งหากคลิปได้มาจากการดักฟัง ก็อาจผิดกฎหมายและไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ พร้อมยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเปิดเผยข้อมูลคดีต่อสาธารณะ โดยเฉพาะกรณีที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และย้ำหลักการว่าผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ในระหว่างการแถลงข่าว จึงทำการทดลองตัดต่อเสียง โดยให้ผู้สื่อข่าว พูดประโยคที่มีความยาวพอสมควรเพื่อให้ทีมเทคนิคทําการตัดต่อเสียง AI เป็นเสียงของพลตํารวจเอกสุรเชษฐ์ ซึ่งเสียงที่มีการตัดต่อมีความคล้ายกับเสียงของ พล.ต.อ.สรเชษฐ์ มาก

ขณะเดียวกัน ทนายความ ยังหยิบยกโพสต์ของ พ.ต.อ. ภาคภูมิ ที่มีนัยถึงการรับรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการแถลงข่าวของตำรวจ พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงแหล่งที่มาของข้อมูล และความเป็นไปได้ในการเปิดเผยสำนวนคดี ซึ่งอาจขัดต่อระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews