ทภ.3 ยกระดับมาตรการรับมือไฟป่า ฝุ่นPM2.5

ข่าว ภูมิภาค

 

กองทัพภาค 3 ยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ เพิ่มกำลังภาคพื้นใน 5 จังหวัด ควบคู่กับการระดมอากาศยานสนับสนุนการดับไฟป่าอย่างเข้มข้น ภายหลังจัดตั้งเครือข่ายปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่า

ที่ศูนย์อำนวยการ ศอ.ปกป.ภาค 3 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ฯ มอบหมายให้พลโท ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่ 3 และรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ส่วนหน้า ติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันอย่างใกล้ชิดพร้อมประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการบิน ทั้งจากกองทัพบก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพอากาศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดเป้าหมายและแนวทางการปฏิบัติการบินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

จากการติดตามสถานการณ์ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 14 เมษายน 2569 พบว่า พื้นที่ภาคเหนือมีจุดความร้อนสะสมรวม 72,527 จุด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 18,328 จุด หรือร้อยละ 25.27 โดยจังหวัดที่พบจุดความร้อนสูงสุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน 11,702 จุด รองลงมาคือ เชียงใหม่ 8,937 จุด และลำปาง 8,121 จุด ขณะที่จังหวัดที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจุดความร้อนสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ เพิ่มขึ้น 4,645 จุด (ร้อยละ 51.97) เชียงราย เพิ่มขึ้น 2,627 จุด (ร้อยละ 73.71)และแม่ฮ่องสอน เพิ่มขึ้น 4,311 จุด (ร้อยละ 36.84)

ทั้งนี้ จุดความร้อนส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่เขต ส.ป.ก. โดยเฉพาะพื้นที่ป่าที่พบมากถึงกว่า 59,933 จุด สะท้อนถึงความท้าทายในการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ภูเขาและเข้าถึงยาก

ด้านสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีค่าฝุ่นอยู่ระหว่าง 4.00 – 343.90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยคุณภาพอากาศส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และมีจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานรวม 112 วัน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่าค่าฝุ่นโดยรวมลดลงร้อยละ 34.94 ขณะที่จังหวัดพิษณุโลกมีจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินเกณฑ์สูงสุด 73 วัน

 

ภายใต้การอำนวยการของผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้มีการจัดกำลังภาคพื้นจำนวน 42 ชุดปฏิบัติการ รวม 254 นาย ลงสนับสนุนพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย และน่าน เพื่อปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน
เฝ้าระวัง และเข้าควบคุมไฟป่าตามคำร้องขอของผู้ว่าราชการจังหวัด

ขณะเดียวกัน การใช้อากาศยานในภารกิจควบคุมไฟป่าได้ถูกบูรณาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฮลิคอปเตอร์ MI-17 ปฏิบัติการทิ้งน้ำจำนวน 20 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำรวม 70,000 ลิตร อากาศยาน BT-67 ของกองทัพอากาศจำนวน 10 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำ 30,000 ลิตร รวมถึงอากาศยาน AU-23 และ AT-6 สำหรับลาดตระเวนทางอากาศ 10 เที่ยวบิน และโดรนพระราชทานในการค้นหาจุดความร้อนอีก 16 เที่ยวบิน

นอกจากนี้ เฮลิคอปเตอร์ KA-32 จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติภารกิจทิ้งน้ำดับไฟป่ามากถึง 230 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำรวม 690,000 ลิตร ขณะที่อากาศยาน H-130 จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปฏิบัติการถึง 1,466 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำ 735,200 ลิตร ส่วนกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินภารกิจบินดัดแปรสภาพอากาศ 122 ครั้ง ใช้สารฝนหลวง 64,800 กิโลกรัม และปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟป่าอีก 51 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำ 25,500 ลิตร

ทั้งนี้ ศอ.ปกป.ภาค 3 ยืนยันจะเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งกำลังภาคพื้นและอากาศยาน เพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและลดผลกระทบจากหมอกควันและฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงวิกฤตนี้

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่