เปิดมุมมองอัยการ ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง กกต.

การเมือง ข่าว

 

 

อัยการมองกฎหมาย ปม กกต.เเจงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ชี้ทั้งหลงประเด็น เเละถือว่ารับสารภาพ ขัดทั้ง รธน.ผิดทั้งกฎหมายเลือกตั้ง

 

เเหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยกรณี ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งว่า ประเด็น กกต.ทำบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งและในต้นขั้วบัตรเลือกตั้งถือเป็นการฝ่าฝืน รธน.2560 มาตรา85 (กระทำการเลือกตั้งโดยไม่ รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง)และ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา96,164 (การทำเครื่องหมายใดๆลงในบัตรเลือกตั้ง)

 

การกล่าวหากกต.ในประเด็นนี้จึงเป็นการกล่าวหาว่ากกต.ทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือกระทำผิดกฎหมาย การที่กกต.ไปแถลงว่าแม้ทำ QR Code ก็ไม่รู้ว่าใครกาให้ใครจึงเป็นคนละประเด็นเพราะนั่นเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหาข้อกฎหมายที่กกต. ถูกกล่าวหาอยู่ในเวลานี้

 

การที่กกต. ไปพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หากมีการสแกนเข้าไปจะทราบหมายเลขในบัตรเลือกตั้งและหมายเลขดังกล่าวจะตรงกับหมายเลขที่อยู่ต้นขั้วบัตรบัตรเลือกตั้ง โดยในขั้นตอนการใช้สิทธิเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง จะมีการเขียนทั้งหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ใช้สิทธิ์ ในต้นขั้วบัตรเลือกตั้งอีกด้วย

 

ดังนั้นการที่กกต.ทำเช่นนี้ ถือเป็น เป็นการกระทำที่อยู่ในข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา85 ที่กำกนดให้การใช้สิทธิ์เลือกตั้งจะต้องเป็นความลับ

 

ยิ่งไปกว่านั่นการทำบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งดังกล่าวยังถือเป็นการทำเครื่องหมายใดๆลงในบัตรเลือกตั้งอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 96 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 96 ซึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลใดจะทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งไม่ได้
หากบุคคลใดฝ่าฝืนไปทำเครื่องหมายใดๆลงในบัตรเลือกตั่ง(เช่นใส่ QR Code ลงไป) จะมีมีโทษตาม มาตรา 164 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปีปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท

 

นอกจากนี้ หากคนทำเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องย่อมเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ โดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อีกด้วย

ประเด็นดังกล่าว การที่กกต. ออกมาแถลงว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ด ลงในบัตรเลือกตั้ง เเต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็นคนละประเด็น และ การแถลงดังกล่าวยัง น่าจะถือได้ว่าเป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำการสิ่งที่มันผิดต่อกฎหมายด้วยซ้ำไป

 

เพราะ การแถลงดังกล่าวเป็นเรื่องข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ กกต.ถูกตั้งคำถามหรือถูกกล่าวหาอยู่ในเวลานี้ เพราะการไม่รู้ว่าใครกาให้ใคร เป็นประเด็นข้อเท็จจริงคือไม่ไปสแกนก็จะไม่รู้ แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่สแกนก็จะรู้ ซึ่งตามหลักข้อกฎหมายก็ คือไม่ว่ากรณีใดๆจะต้องไม่รู้หรือล่วงรู้ความลับของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

 

ดังนั้น กกต. จึงต้องเข้าใจใหม่ และจับประเด็นให้ถูกต้องว่าเรื่องนี้ประชาชนและสังคมเขากล่าวหาท่านว่าอย่างไร ประเด็นปัญหาเวลานี้ไม่ใช่ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง ว่ามีใครรู้ว่าใครคนใดกาให้ใครหรือไม่ ดังที่ท่านแถลง

 

หากแต่คำถาม หรือข้อกล่าวหา คือ กกต.ไปกระทำการที่ฝ่าฝืนต่อสิ่งที่กฎหมายไม่ให้กระทำคือ กระทำการซึ่งไม่เป็นความลับในการลงคะแนนเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิ์รวมไปถึงการไปทำเครื่องหมายใดๆลงในบัตรเลือกตั้งซึ่งการทำเครื่องหมายใดๆไม่ได้หมายความว่าห้ามเฉพาะผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส่วน กกต.ได้รับการยกเว้นให้ทำ ใดๆก็ได้

 

ดังนั้น ทันทีที่ กกต.ไปทำการฝ่าฝืนกฎหมายจึงเป็นความผิดทันที เพราะการทำเครื่องหมาย QR Code ย่อมนำไปถึงการไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนั่นเอง

 

กรณีนี้เคยมีบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วเมื่อปี 2549 ว่า การที่ กกต. หันคูหาเลือกตั้งออกทางเข้าคูหาอัน ส่อไปในทางที่จะไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ์เพียงเท่านี้

 

ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าเป็นความผิดแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีข้อเท็จจริงว่ามีใครเป็นรู้ว่าใครกาให้ใคร ดังที่ กกต. แถลงแต่อย่างใด

 

ดังนั้น การที่ กกต. ทำแบบนี้ถือว่าจำนนต่อหลักฐานและ ยิ่ง กกต.มาแถลงว่า การพิมพ์บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง จริง แต่ไม่มีใครรู้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็น คนละประเด็นและถือเป็นการหลงประเด็น

 

เพราะ กกต. ไปทำเครื่องหมายจนทำให้ สามารถตรวจสอบได้ว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิ์คนใดลงคะแนนเลือกตั้งให้ใคร ผลพวงที่จะตามมาจากการที่กกต.กระทำจึงอยู่ในข่ายฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และที่มันจะตามมาในเรื่องการไม่รักษาความลับของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

 

โดยประเด็นที่ประชาชนคนทั้งประเทศตั้งคำถามอยู่เวลานี้คือ กกต.ไปทำการฝ่าฝืนต่อสิ่งที่กฎหมายห้ามจนส่งผลกระทบต่อผู้ใช้สิทธิ์ทุกคนทั่วประเทศ
บทสรุปก็คือ ถ้อยคำแถลง ของ กกต. จึงไม่เป็นเพียงการหลงประเด็นเพียงอย่างเดียวหากแต่เป็นการแถลงให้การรับสารภาพ ในสิ่งที่ตนเองได้กระทำไป

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews