Home
|
การเงิน

ขายรถยนต์มือสองให้ได้กำไร 5 วิธีเช็กราคากลาง ตั้งเท่าไหร่ดี

Featured Image

“ขายรถยนต์มือสองทำไมโดนกดราคา?” หรือ “ตั้งแพงไปก็ขายไม่ออก ตั้งถูกไปก็ขาดทุน” นี่คือปัญหาโลกแตกที่เจ้าของรถต้องเจอ เพราะความกังวลเรื่องการไม่รู้ราคากลางที่แท้จริง บทความนี้ได้รับคำแนะนำจาก gurumalist แพลตฟอร์มซื้อ-ขายรถมือสองออนไลน์ระดับชั้นนำของไทย มาแนะนำ 5 เทคนิคเช็กราคาที่เต็นท์รถและมือโปรใช้กัน เพื่อให้การ ขายรถยนต์มือสอง ของคุณได้ราคาดีที่สุด ไม่เสียเปรียบตลาด และสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องปวดหัวกับการต่อรองที่ไร้เหตุผล

ทำไมการตั้งราคาขายรถยนต์มือสอง ถึงสำคัญที่สุด

ในตลาดรถยนต์มือสองที่มีการแข่งขันสูง “ราคา” คือปัจจัยอันดับ 1 ที่ผู้ซื้อใช้ในการตัดสินใจคลิกเข้ามาดูรายละเอียดรถ หากตั้งราคาผิดพลาดตั้งแต่แรก อาจส่งผลเสียร้ายแรงได้ 2 ทาง คือ

  • ตั้งราคาสูงเกินไป รถจะขายไม่ออก จอดแช่นาน จนรถเสื่อมสภาพและราคาตลาดตกลงไปอีก กลายเป็นขายยากกว่าเดิม
  • ตั้งราคาต่ำเกินไป แม้จะขายออกไว แต่ผู้ขายจะขาดทุนกำไรที่ควรจะได้ (Lost Profit) หรืออาจทำให้ผู้ซื้อสงสัยว่ารถมีปัญหาซ่อนเร้นหรือไม่

ดังนั้น การตั้งราคาที่ “สมเหตุสมผล” ตามกลไกตลาด จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ขายรถได้ไวในราคาที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย

 5 เทคนิคเช็กราคากลาง สำหรับคนขายรถยนต์มือสอง

การตั้งราคาที่ดีต้องมีที่มาที่ไป ไม่ใช่การคาดเดาตัวเลขขึ้นมาเอง การรู้ราคากลางที่แม่นยำจะช่วยให้ผู้ขายมีอำนาจในการต่อรองและมั่นใจในการตั้งราคา มาดู 5 วิธีเช็กราคาที่แม่นยำที่สุดกัน

 1. เช็กราคาจากเว็บไซต์ Marketplace 

วิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดคือการสำรวจตลาดออนไลน์ ลองเข้าไปที่เว็บไซต์ซื้อขายรถยนต์ยอดนิยม แล้วค้นหารถที่มีสเปกใกล้เคียงกับรถของเรามากที่สุด โดยต้องเทียบให้ละเอียดตั้งแต่ ยี่ห้อ (Brand), รุ่น (Model), ปีที่ผลิต (Year), และรุ่นย่อย (Trim/Sub-model) รวมถึงสีและประเภทเกียร์ การเปรียบเทียบจากรถที่มีสเปกเดียวกันจะช่วยให้เห็น “ช่วงราคา” (Price Range) ที่ตลาดกำลังขายอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งจะใช้เป็นเกณฑ์ตั้งต้นได้ดีที่สุด

 2. ใช้สูตรคำนวณค่าเสื่อมราคาตามอายุรถ

โดยปกติแล้วมูลค่าของรถยนต์จะลดลงทันทีที่ขับออกจากโชว์รูม และจะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุการใช้งาน หลักการคร่าวๆ สำหรับรถญี่ปุ่นยอดนิยม ราคาอาจตกลงเฉลี่ยประมาณ 5-10% ต่อปี (หลังจากพ้นปีแรกที่ราคาตกหนักที่สุด) ในขณะที่รถยุโรปอาจมีค่าเสื่อมราคาที่สูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 10-15% ต่อปี การเข้าใจหลักการนี้จะช่วยให้ผู้ขายทำใจยอมรับราคาตลาดได้ง่ายขึ้น และไม่ตั้งราคาที่ฝืนความเป็นจริงจนเกินไป

3. ประเมินสภาพรถตามความเป็นจริง (Condition Grading)

รถรุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน ราคาอาจต่างกันได้หลายแสนบาท ขึ้นอยู่กับ “สภาพรถ” ปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคาได้แก่

  • เลขไมล์ (Mileage) รถไมล์น้อยย่อมขายได้แพงกว่ารถไมล์เยอะ
  • ประวัติการชน: รถที่ไม่เคยเฉี่ยวชน หรือสีเดิมโรงงาน จะเป็นที่ต้องการมากที่สุด หากมีประวัติชนหนัก พลิกคว่ำ หรือจมน้ำ ราคาจะตกลงอย่างมาก
  • ประวัติการซ่อมบำรุง รถที่มี Book Service ครบ เข้าศูนย์ตลอด สามารถตั้งราคาได้สูงกว่ารถที่ไม่มีประวัติ เพราะสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อได้มากกว่า

 4. เช็กราคาจาก ราคารับซื้อ vs ราคาขายหน้าเต็นท์

ข้อนี้เป็นจุดที่คน ขายรถยนต์มือสอง มือใหม่มักเข้าใจผิดมากที่สุด ต้องแยกแยะให้ออกว่าราคาที่เราเห็นประกาศขายหน้าเว็บไซต์คือ “ราคาขายปลีก” ซึ่งมักรวมกำไร ค่าดำเนินการ และค่าเก็บงานของเต็นท์ไว้แล้ว แต่หากเรานำรถไปขายให้เต็นท์ เราจะได้ “ราคารับซื้อ” ซึ่งมักจะต่ำกว่าราคาหน้าเว็บไซต์ประมาณ 10-20% เพื่อเป็นส่วนต่างกำไร และค่าความเสี่ยงของผู้รับซื้อ ดังนั้น หากต้องการขายเร็วให้เต็นท์ ต้องทำใจยอมรับส่วนต่างตรงนี้ แต่ถ้าต้องการราคาเต็ม ก็ต้องแลกกับการขายเองซึ่งใช้เวลานานกว่า

 5. ใช้เครื่องมือประเมินราคาด้วยระบบ AI บนแพลตฟอร์มต่างๆ

ในยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยประเมินราคารถยนต์ได้อย่างแม่นยำ เว็บไซต์ชั้นนำหลายแห่งเริ่มมีฟีเจอร์ AI Car Valuation ที่ให้เรากรอกข้อมูลรถยนต์ (รุ่น, ปี, ไมล์, สภาพ) แล้วระบบจะประมวลผลจากฐานข้อมูลการซื้อขายจริง (Big Data) ออกมาเป็นราคากลางที่แนะนำ วิธีนี้ช่วยลดความลำเอียง (Bias) ของผู้ขาย และได้ตัวเลขที่เป็นกลางที่สุดในการตั้งราคา

 นอกจากราคา ปัจจัยอะไรอีกที่ทำให้ขายรถยนต์มือสองได้ไว

แม้ราคาจะเป็นปัจจัยดึงดูดใจ แต่ถ้ารายละเอียดอื่นๆ ไม่มีความพร้อม ผู้ซื้อก็อาจเปลี่ยนใจไปหารถคันอื่นได้ง่ายๆ เพื่อให้การ ขายรถยนต์มือสอง ราบรื่นที่สุด ต้องเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยดังนี้

 เอกสารต้องพร้อมโอน

ความน่าเชื่อถือคือสิ่งสำคัญที่สุดในการซื้อขายรถบ้าน ผู้ขายต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ได้แก่ เล่มทะเบียนรถตัวจริง (ต้องปลอดภาระไฟแนนซ์ หรือมีรายละเอียดปิดบัญชีชัดเจน), ชุดโอนลอย, และสำเนาบัตรประชาชน การระบุในประกาศขายว่า “เล่มพร้อมโอน” จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มาก เพราะผู้ซื้อไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาทางกฎหมายภายหลัง

 รูปถ่ายรถยนต์ต้องสวยและจริงใจ

“ภาพถ่าย” ทำหน้าที่แทนพนักงานขายในโลกออนไลน์ ควรล้างรถให้สะอาดทั้งภายนอกและภายในก่อนถ่ายรูป หามุมที่มีแสงสว่างเพียงพอ (ไม่ย้อนแสง) ถ่ายให้ครบทุกมุม ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง ภายในห้องโดยสาร คอนโซล เบาะนั่ง และห้องเครื่องยนต์ รูปภาพที่คมชัดและเห็นรายละเอียดครบถ้วน จะช่วยดึงดูดความสนใจและลดคำถามจากผู้ซื้อได้มาก

 รายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถ

ควรเขียนรายละเอียดรถด้วยความจริงใจและครบถ้วน บอกทั้งข้อดีและจุดตำหนิ (ถ้ามี) การบอกตำหนิตามตรงแสดงถึงความจริงใจ (Sincerity) ซึ่งมักจะทำให้ผู้ซื้อมั่นใจและตัดสินใจง่ายกว่าการหมกเม็ด ข้อมูลที่ต้องระบุให้ชัดเจนคือ รุ่น ปี ไมล์แท้ ประวัติการซ่อม และเหตุผลที่ขาย

 ช่องทางขายรถยนต์มือสอง แบบไหนเหมาะกับใคร

เมื่อได้ราคาที่เหมาะสมและเตรียมรถพร้อมแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการเลือกช่องทางการขายให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง

  • ขายเอง (Post ขายในกลุ่ม/เว็บ) เหมาะกับคนที่มีเวลา ไม่รีบใช้เงิน และต้องการราคาที่สูงที่สุด แต่ต้องแลกมาด้วยความยุ่งยากในการรับสาย ตอบแชท และนัดดูรถด้วยตัวเอง
  • ขายเต็นท์รถ: เหมาะกับคนที่ต้องการใช้เงินด่วน หรือต้องการจบการขายทันที ข้อดีคือสะดวก รวดเร็ว แต่จะได้ราคาที่ต่ำกว่าการขายเองตามกลไกตลาด
  • ขายผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง (Consignment) เป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ คือการฝากขายหรือขายผ่านแพลตฟอร์มที่มีคนกลางช่วยตรวจสอบสภาพและจัดการเรื่องเอกสารให้ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและสะดวกสบายมากกว่าการขายเอง

 สรุปบทความ

การตั้งราคาที่สมเหตุสมผลคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ ขายรถยนต์มือสอง ได้สำเร็จและไม่ขาดทุน หากทำการบ้านเรื่องราคากลางมาเป็นอย่างดี และเตรียมสภาพรถให้พร้อม โอกาสปิดการขายก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ถ้าใครกำลังมองหาตัวช่วยที่สะดวกสบายและมั่นใจได้ gurumalist แพลตฟอร์มซื้อขาย-รถมือสอง คือคำตอบที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ด้วยระบบที่ได้มาตรฐาน หากต้องการขายรถหรือกำลังมองหารถคันใหม่คุณภาพดี สามารถเข้ามาเลือกชมรถที่ถูกใจและใช้บริการผ่านเว็บไซต์ gurumalist ได้เลย ครบจบในที่เดียว

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube