กกต.โดนถล่มหนัก ผิดพลาดซ้ำซาก กระทบเชื่อมั่น ลต.8กพ.มีซื้อเสียง
จากแรงกดดันการจัดเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่เกิดปัญหาหน้างานและความผิดพลาดที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ได้เกิดเพียงพรรคเดียว แต่เป็นความผิดพลาดที่กระทบ หัวใจของการเลือกตั้ง
ตั้งแต่การจัดการหน่วย ที่ความผิดพลาดหลายจุด จากการที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.) เขียนรหัสเขตเลือกตั้งที่หน้าซองสำหรับใส่บัตรเลือกตั้งผิด หรือกรอกรหัสจังหวัดผิด ไม่ตรงกับรหัสไปรษณีย์ตามภูมิลำเนาของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าบัตรเลือกตั้งที่ประชาชนลงคะแนนไป จะส่งถึงเขตเลือกตั้งจริงและได้นำไปนับรวมคะแนนเสียงหรือไม่
ไปจนถึงกรณีร้ายแรงอย่าง การติดป้ายหมายเลขผู้สมัครผิด คิวอาร์โค้ด (QR code) ที่แปะไว้บนกระดานที่เขตผิดพลาดโดยลิงก์ไปยังข้อมูลผู้สมัครปี 2566 แทน ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สุด ที่ไม่ควรผิดพลาดได้เลย
เมื่อความผิดพลาดระดับนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ คำถามที่สังคมหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ กกต. ได้เตรียมความพร้อมจริงหรือไม่ หรือกำลังปล่อยให้การเลือกตั้งของประเทศ เดินหน้าไปด้วยความเสี่ยงยิ่งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่ใช่เพียงวันเลือกตั้งทั่วไป แต่ยังเป็นวันที่ประชาชนต้องลงประชามติในประเด็นสำคัญของประเทศ หากเกิดความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจถูกตีความว่าเป็นความไม่โปร่งใส และเปิดช่องให้เกิดข้อครหาตามมาไม่รู้จบ
โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย บอกว่า ผิดหวังอย่างรุนแรงต่อการทำงานของกกต. และขอตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการมีอยู่ขององค์กรนี้ “กกต. มีไว้ทำไม”
เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาดในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ไม่ควรเกิดขึ้น และเป็นเรื่องพื้นฐานที่สามารถบริหารจัดการได้ จนดูเหมือนมีความจงใจให้เกิดความผิดพลาด หรือหากเป็นความผิดพลาดจริงก็สะท้อนถึงการขาดประสิทธิภาพอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่ง
ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ความผิดพลาดของ กกต. กระทบหลายพรรค รวมถึงพรรคเพื่อไทย และได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อให้มีการแก้ไขแล้ว
ส่วนการซื้อเสียงเลือกตั้ง นายจุลพันธ์ ระบุว่า ยังพบค่อนข้างรุนแรงในหลายพื้นที่ ยืนยันเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง และเรียกร้องให้ กกต. แสดงบทบาทอย่างจริงจัง ตรวจสอบ และดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกรณีแบงค์ชาติรายงานการแลกธนบัตรแบงค์ย่อยมูลค่า 200–300 ล้านบาท ซึ่งสังคมกำลังรอความชัดเจนจาก กกต.
คำถามคือ กกต. จะเดินหน้าอย่างไรกับข้อมูลนี้ จะตรวจสอบเชิงรุก หรือรอให้กระแสสังคมกดดันจนต้องขยับ โดยเฉพาะในเบาะแสเรื่องการซื้อเสียง โดยเฉพาะกรณีที่แบงค์ชาติตรวจพบการถอนเงินสดผิดปกติ กว่า 200 ล้านบาท และ 250 ล้านบาท ที่ถูกถอนออกมาเป็นแบงค์ 100 แบงค์ 500 ในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน กรณีโพสต์ของ ซีเค เจิง CEO แพลตฟอร์ม Fastwork ที่อ้างถึงยาย รับเงินซื้อเสียง 2,000 บาท แม้ต่อมาจะลบโพสต์ดังกล่าวออกไป
เมื่อทุกประเด็นถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ภาพที่ปรากฏชัดคือ แรงกดดันต่อ กกต. กำลังเพิ่มขึ้นทวีคูณ ไม่ใช่เพียงจากพรรคการเมือง เท่านั้น แต่จากประชาชน นักวิชาการและสังคมโดยรวมเพราะองค์กรที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ไม่ควรเป็นเพียงผู้จัดงาน แต่ต้องเป็นหลักประกันความยุติธรรมของระบบประชาธิปไตย…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews





