กิมหยงแตก! “อภิสิทธิ์”หาเสียงสงขลา ประกาศหมดเวลาการเมืองทุนเทา
กิมหยงแตก! “อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ปลุกสงขลา ประกาศหมดเวลาการเมืองทุนเทา เตือนอย่าเลือกผู้สมัครติดคดี ชี้ รับเงินได้ แต่อย่าเลือก พร้อมไล่คนซื้อเสียงพ้นภาคใต้ รับโค้งสุดท้ายหาเสียงรุนแรง แบงก์เทาสะพัด
พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียง ที่จังหวัดสงขลา ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ในช่วงเย็นวันนี้ โดยเริ่มจากบรรยากาศการหาเสียงในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ คึกคักเป็นพิเศษ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค ร่วมกับ นายจูรี นุ่มแก้ว และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทองผู้สมัคร สส.สงขลา ได้เริ่มต้นภารกิจด้วยการจิบชายามเช้า ที่ร้าน “ฮัจยีสัน” ร้านชาชื่อดังของหาดใหญ่ โดยรับประทานข้าวเหนียวไก่ทอด และโรตี ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง

โอกาสนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้พูดคุยกับภาคธุรกิจในพื้นที่ รับฟังเสียงสะท้อนผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในหาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 โดยผู้ประกอบการเสนอให้เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทย เพื่อกระตุ้นรายได้ในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน มีประชาชนและผู้สนับสนุนพาบุตรหลานมาร่วมถ่ายภาพ พร้อมนำโปสเตอร์หาเสียงของนายอภิสิทธิ์ เมื่อการเลือกตั้งปี 2544 ซึ่งเป็นภาพสวมสูท พร้อมข้อความ “โปรดเลือกพรรคประชาธิปัตย์ กาเบอร์ 16 ทั้ง 2 ใบ” มาเก็บรักษาไว้บนหัวนอน และนำมาขอลายเซ็น สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปยังโรงพยาบาลหาดใหญ่ ทันทีที่มาถึง ประชาชนที่มารอรับบริการ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ต่างยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพอย่างพร้อมเพรียง พร้อมเข้าขอถ่ายรูปและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
โดยบุคลากรทางการแพทย์รายหนึ่งกล่าวสั้น ๆ ว่า“คนใต้ ยังไงก็ชอบประชาธิปัตย์”
ช่วงหนึ่ง บุคลากรทางการแพทย์ได้เล่าถึงความเสียหายของโรงพยาบาลจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ให้นายอภิสิทธิ์และแกนนำพรรคฟัง พร้อมสะท้อนปัญหาที่ต้องการการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อมา นายอภิสิทธิ์ ลงพื้นที่ตลาดกิมหยง ซึ่งทันทีที่เดินทางมาถึง ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าแห่รุมล้อมขอถ่ายเซลฟี มอบดอกกุหลาบ และคล้องพวงมาลัยดาวเรือง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
มีการเปิดเพลง “ปักษ์ใต้บ้านเรา” สร้างสีสันให้การหาเสียงจนตลาดแทบหยุดเคลื่อนไหว แม่ค้าหลายรายส่งเสียงแซวและกรี๊ดลั่น พร้อมตะโกนว่า“ไม่พัก ต้องขายของแล้ว คนหล่อมาพันนี้” ขณะที่บางรายบอกว่า นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินตลาดถึงกับยืนงงกับบรรยากาศความคึกคัก โดยมีประชาชนนำรูปนายอภิสิทธิ์เมื่อกว่า 20 ปีก่อนมาขอลายเซ็น พร้อมบอกว่า ชื่นชอบตั้งแต่สมัยตนเองเรียนอยู่ระดับมัธยมต้น
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ลงพื้นที่อุทยานนกน้ำคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ช่วยนายสิทธิพัฒน์ เสนเนียม ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 4 พรรคประชาธิปัตย์ หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย โดยสวมเสื้อสีเทาพร้อมข้อความ “เสื้อเทา คนไม่เทา” และขึ้นปราศรัยต่อประชาชนในพื้นที่ โดยนายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เขตเลือกตั้งสงขลา เขต 4 ถือเป็นบททดสอบสำคัญของการเมืองไทย เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีการใช้เงินหาเสียงมากที่สุด พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรมของผู้สมัครบางราย ซึ่งขณะนี้สำนักงาน ปปง. มีมติส่งศาลเพื่อยึดทรัพย์จากธุรกิจผิดกฎหมาย แม้ศาลจะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่หากศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ ผู้สมัครรายดังกล่าวก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง สส. โดยอัตโนมัติ พร้อมถามประชาชนว่า จะยังเลือกส่งบุคคลเช่นนี้เข้าสภาหรือไม่ หรือจะเลือกผู้แทนรุ่นใหม่
ที่ยึดมั่นการเมืองสุจริต
ส่วนกระแสการเลือกตั้งในพื้นที่ว่า แม้ผลโพลคะแนนนิยมพรรคจะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่พบความพยายามขอแบ่งคะแนน โดยชักชวนให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์เฉพาะบัญชีรายชื่อแต่ขอ สส.เขตให้พรรคอื่น ซึ่งย้ำว่า “คนใต้ใจเดียวจะแบ่งให้ใครไม่ได้”
นายอภิสิทธิ์ เชื่อว่า ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง การใช้เงินหรือ “แบงก์เทา” จะดุเดือดมาก พร้อมกล่าวว่า หากประชาชนรับเงินก็อย่าเลือก และขอให้บอกไปตรง ๆ ว่า เงินไม่คุ้มกับเวลา4 ปี เพราะเงินเพียง 1,000 บาท เทียบกับความเสียหายจากการทุจริตที่เกิดขึ้นเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท ประเทศจะไม่สามารถพัฒนาได้ พร้อมย้ำว่า “หมดเวลาการเมืองแบบนี้แล้ว”และขอให้ชาวใต้ร่วมกันไล่ทุนเทาและนักการเมืองซื้อเสียงออกไปจากภาคใต้

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า การกลับมาทางการเมืองครั้งนี้ ต้องการให้การเมืองไทยเดินไปข้างหน้า หลังประเทศติดหล่มปัญหาทุจริตและการเมืองที่ถูกทุนเทาครอบงำ มีดีลลับและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและสภาพพื้นที่เสื่อมโทรม จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ด้วย “การเมืองสุจริต”
ส่วนกรณีที่มีการปรามาสพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า พรรคยืนหยัดมาได้กว่า 80 ปี เพราะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน พร้อมย้ำว่า นายสิทธิพัฒน์ เป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมทำงานระยะยาว หากประชาชนให้โอกาส จะเป็นผู้แทนที่ดูแลอนาคตของพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงทีมเศรษฐกิจของพรรค ที่มีนายกรณ์ จาติกวณิช และนางการดี เลียวไพโรจน์ รวมถึงนายวีระพงษ์ ประภา อดีตผู้แทนการค้าไทย ร่วมผลักดันการพัฒนาเกษตรและการส่งออกเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ ยังย้ำผลงานและนโยบายสำคัญของพรรค อาทิ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ค่าตอบแทน อสม. การเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า การดูแลสุขภาพ
ช่องปากและปรับปรุงที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ นโยบายอุดหนุนแม่และเด็ก เงินออมเพื่ออนาคตเยาวชน รวมถึงนโยบายหวยจังหวัด ฉบับละ 50 บาท เพื่อสร้างทั้งโอกาสและเงินออมให้ประชาชน
ท้ายที่สุด นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์กลับมาแล้ว และพร้อมทำงานทันที หากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือร่วมรัฐบาลภายใต้เงื่อนไข “ไม่ทุจริต ไม่สร้างความขัดแย้ง และไม่ถูกครอบงำโดยทุนเทา”
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกระแสการหาเสียงในพื้นที่ภาคใต้ช่วงโค้งสุดท้ายว่า หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากผลสำรวจความนิยม ส่วนตัวยังมีความมั่นใจ แต่ยอมรับว่ามีปัจจัยแทรกซ้อนโดยเฉพาะการใช้เงินซื้อสิทธิ์ขายเสียง จึงขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันสร้างพรรคการเมืองที่ยึดแนวทางการเมืองสุจริตและเข้มแข็ง เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ขณะกรณีการไล่ทุนเทาว่า
พรรคประชาธิปัตย์ได้สื่อสารผ่านวิดีโอในช่วงโค้งสุดท้าย
เพื่อสะท้อนให้ประชาชนเห็นถึงอันตรายและความเสียหายจากการเมืองที่ถูกทุนเทาครอบงำ ซึ่งนำไปสู่การทุจริตและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทำให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาได้ พร้อมย้ำว่า พรรคได้ติดตามและยื่นข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวทางธุรกรรมทางการเงิน หากพรรคมีโอกาสเข้าไปทำงานจะเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง เสริมอำนาจทางกฎหมาย และนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจจับความผิด พร้อมย้ำว่า ผู้ใดขัดขวางการปราบทุนเทาจะต้องถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่ง
สำหรับสถานการณ์ซื้อเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า มีความรุนแรงมาก และอาจเป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากมีสัญญาณให้เห็นตั้งแต่ก่อนการยุบสภารวมถึงกระแสการย้ายพรรคของ สส. ส่วนกรณีที่มีการพูดถึงการซื้อเสียงสูงถึง “5 ใบเทา” นายอภิสิทธิ์ กล่าวติดตลกว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามชาวบ้าน
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการหารือกับภาคเอกชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ว่า ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะหลังการยุบสภาที่ทำให้การช่วยเหลือต่าง ๆ ชะงักลง การเข้าถึงเงินกู้ในเวลานี้แทบจะสายเกินไปแล้ว จึงจำเป็นต้องเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูเยียวยา กระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการค้า ควบคู่กับ
การวางโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม และยกระดับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews





