Home
|
ข่าว

เพื่อไทยย้ำ “เศรษฐีเงินล้าน” ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ ศึกษาแล้วทำได้จริง

Featured Image

 

เพื่อไทยย้ำ “เศรษฐีเงินล้าน”แจกวันละ 9ล้าน 9 คน ไม่ใช่แจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ หวังดึงเงินนอกระบบกว่า 9 ล้านล้านเข้าฐานภาษี ชี้ศึกษาแล้วทำได้จริง ยกโมเดลบราซิล–ไต้หวัน เก็บ VAT เพิ่ม 20%โต้ไม่ใช่ลอกนโยบายหวยใบเสร็จพรรคประชาชน

 

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายพายุ เนื่องจำนงค์ และนายฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อแถลงชี้แจงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าว โดยนายจุลพันธ์ ระบุว่า นโยบายเศรษฐีเงินล้านถือเป็นนโยบายสำคัญและเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้วิสัยทัศน์การเปลี่ยนประเทศไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกิดขึ้นจริง

 

 

 

 

นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่เป็นการใช้ “ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน” เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของรัฐ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลให้แข็งแรงนำข้อมูลไปใช้พัฒนาเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดสวัสดิการได้อย่างตรงจุดและแม่นยำมากขึ้น โดยโมเดลดังกล่าวมีตัวอย่างความสำเร็จในต่างประเทศ ทั้งไต้หวันและบราซิล ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มได้จริง

 

ถึงร้อยละ 20 หรือไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนโยบายนี้ใช้งบประมาณรวมประมาณ 3,285 ล้านบาท แต่แลกกับรายได้ภาษีหลักแสนล้านบาทต่อปี ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และเงินรางวัลเปรียบเสมือนค่าลงทุนสร้างระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้กับรัฐบาล

 

 

 

 

นายจุลพันธ์ ยังย้ำว่า ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมลุ้นได้อย่างเท่าเทียมจากการใช้จ่ายตามปกติ ระบบจะต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน พร้อมระบุว่า อย่าให้ความกลัวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เพราะไทยตกขบวนมาแล้วหลายเรื่อง ทั้งรถไฟความเร็วสูงและการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ

 

ด้านนายแพทย์พรหมินทร์ ระบุว่า นโยบายเศรษฐีเงินล้านไม่ใช่การลอกเลียนแบบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคประชาชน แต่เป็นคนละแนวคิด โดยพรรคเพื่อไทยมุ่งลงทุนเพื่อสร้างระบบข้อมูลที่ดีที่สุดเชื่อมโยงข้อมูลการใช้จ่ายกับเทคโนโลยีและระบบสวัสดิการ เพื่อให้การบริหารงบประมาณมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

 

นายแพทย์พรหมินทร์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ประชาชนทุกคนที่ซื้อสินค้าได้รับสิทธิ์เข้าร่วม โดยแต่ละคนมีสิทธิ์วันละ 5 สิทธิ์ เพิ่มโอกาสในการถูกรางวัล และเป็นแรงจูงใจสำคัญในการดึงเงินนอกระบบประมาณ9 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ที่อยู่นอกระบบภาษี ให้กลับมาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ

 

 

 

 

ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ ยืนยันด้วยว่า นโยบายดังกล่าวไม่ใช่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่ใช่การสร้างหนี้ให้ประชาชน เพราะไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่เป็นการนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้วขึ้นมาอยู่ในระบบ เพื่อให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีและบริหารงบประมาณได้อย่างมีข้อมูลรองรับ

 

ขณะที่นายแพทย์พรหมินทร์ ระบุเพิ่มเติมว่า นโยบายนี้ยังช่วยดูแลกลุ่มที่อาจถูกละเลย เช่น ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนกว่า 14.5 ล้านคน โดยข้อมูลจากสภาพัฒน์ระบุว่า กลุ่มอายุ 57 ปีขึ้นไปจำนวนมากมีรายรับไม่พอกับรายจ่าย หากรัฐมีข้อมูลที่แม่นยำ จะสามารถออกแบบสวัสดิการและการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึงและตรงเป้า

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

 

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube