การวางแผนเพื่อวัยเกษียณเป็นเรื่องสำคัญที่พนักงานเอกชนทุกคนควรให้ความใส่ใจตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะเมื่อถึงวันที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว รายได้หลักที่เคยมีก็จะหายไป การเตรียมความพร้อมทางการเงินจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมีความสุขและไร้กังวล หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าเมื่อเกษียณอายุแล้ว เราจะได้รับเงินจากแหล่งไหนบ้าง ซึ่งนอกเหนือจากเงินออมส่วนตัวแล้ว ยังมีรายได้จากสวัสดิการต่าง ๆ ที่รองรับอยู่ การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้เราวางแผนได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงอาจพิจารณาทางเลือกเสริมอย่างประกันเกษียณ เพื่อสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับชีวิตหลังเกษียณของเรา
รวมรายได้หลังเกษียณอายุเอกชน ได้เงินอะไรบ้าง
สำหรับพนักงานบริษัทเอกชน เมื่อถึงวัยเกษียณอายุ จะมีแหล่งรายได้หลัก ๆ ที่จะเข้ามาดูแลชีวิตของเรา ซึ่งมาจากทั้งนายจ้าง รัฐบาล และเงินที่เราสะสมไว้ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
1. เงินชดเชยเลิกจ้าง

เงินก้อนแรกที่พนักงานเอกชนจะได้รับเมื่อเกษียณอายุคือ เงินชดเชยเลิกจ้าง ตามกฎหมายคุยครองแรงงานถือว่า “การเกษียณอายุ” เป็นการเลิกจ้างรูปแบบหนึ่ง ซึ่งลูกจ้างไม่มีความผิด ดังนั้นนายจ้างจึงต้องจ่ายเงินชดเชยให้ตามกฎหมาย โดยจำนวนเงินที่จะได้รับจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เราทำงานกับบริษัทนั้น ๆ ยิ่งทำงานนาน ก็ยิ่งได้เงินชดเชยมากขึ้น
อัตราเงินชดเชยตามอายุงาน
- ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน
- ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างสุดท้าย 90 วัน
- ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างสุดท้าย 180 วัน
- ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
- ทำงานครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างสุดท้าย 300 วัน
- ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างสุดท้าย 400 วัน
ตัวอย่างเช่น หากคุณมีเงินเดือนสุดท้าย 30,000 บาท และทำงานมา 15 ปี คุณจะได้รับเงินชดเชย 300 วัน หรือประมาณ 10 เดือนของเงินเดือนสุดท้าย คิดเป็นเงิน 300,000 บาท
2. เงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคม (เงินออมชราภาพ)
พนักงานเอกชนที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จะมีสิทธิได้รับ เงินชราภาพ เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โดยรูปแบบการรับเงินจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ
- รับเงินบำเหน็จ (เงินก้อน) สำหรับคนที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน (15 ปี) จะได้รับเงินที่เคยสะสมไว้ทั้งในส่วนของตนเองและส่วนที่นายจ้างสมทบให้ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนคืนเป็นเงินก้อนเดียว
- รับเงินบำนาญ (รายเดือนตลอดชีวิต) สำหรับคนที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้รับเป็นเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต วิธีคำนวณคือ หากส่งครบ 180 เดือนพอดี จะได้รับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (ฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท) และทุก ๆ 12 เดือนที่ส่งเกินจาก 180 เดือน จะได้บวกเพิ่มอีก 1.5%
ตัวอย่างเช่น หากมีค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ 15,000 บาท และส่งเงินสมทบมา 20 ปี (240 เดือน) จะคำนวณได้ดังนี้
- 15 ปีแรก ได้รับ 20%
- 5 ปีที่เกินมา ได้รับเพิ่ม 1.5% x 5 = 7.5%
- รวมเป็น 27.5% ของ 15,000 บาท ดังนั้นจะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 4,125 บาทตลอดชีวิต
3. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์และมีสัญชาติไทย ทุกคนจะได้รับสิทธิใน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสวัสดิการจากภาครัฐเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย โดยจะต้องไปลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ที่สำนักงานเขต หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามทะเบียนบ้านเพียงครั้งเดียว อัตราการจ่ายจะเป็นแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ
- อายุ 60-69 ปี ได้รับ 600 บาท/เดือน
- อายุ 70-79 ปี ได้รับ 700 บาท/เดือน
- อายุ 80-89 ปี ได้รับ 800 บาท/เดือน
- อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับ 1,000 บาท/เดือน
4. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (สำหรับบางบริษัท)
สำหรับพนักงานในบริษัทที่มีสวัสดิการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ถือเป็นแหล่งเงินออมก้อนสำคัญสำหรับวัยเกษียณ กองทุนนี้เกิดจากความร่วมมือของลูกจ้างและนายจ้าง โดยลูกจ้างจะออมเงินเข้ากองทุน (เงินสะสม) และนายจ้างจะช่วยออมสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง (เงินสมทบ) ซึ่งเงินทั้งหมดจะถูกนำไปบริหารจัดการให้งอกเงย เมื่อเราเกษียณอายุก็จะได้รับเงินก้อนนี้ออกมาใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ช่วยสร้างความมั่นคงได้เป็นอย่างดี
ทำประกันชีวิตแบบบำนาญ สร้างความมั่นคงหลังเกษียณ
แม้จะมีรายได้จากหลายทางตามที่กล่าวมา แต่เพื่อความมั่นคงและอุ่นใจสูงสุด การมีเงินออมส่วนตัวเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ประกันชีวิตแบบบำนาญ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ยอดเยี่ยมในการวางแผนเกษียณ เพราะเป็นการการันตีว่าเราจะมีกระแสเงินสดที่แน่นอนไว้ใช้จ่ายทุกเดือนหรือทุกปี ช่วยลดความกังวลจากความผันผวนของการลงทุน และยังมาพร้อมความคุ้มครองชีวิต อีกทั้งเบี้ยประกันยังสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
สรุปบทความ
เมื่อถึงวัยเกษียณ พนักงานเอกชนจะมีรายได้จากหลายแหล่ง ทั้งเงินชดเชยเลิกจ้าง เงินบำนาญประกันสังคม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินก้อนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การทำความเข้าใจแหล่งรายได้เหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการเงินเพื่ออนาคตได้อย่างรอบคอบและมั่นคงยิ่งขึ้น