ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นำทีมสำรวจความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเหนือ-น้ำหนุนและนํ้าฝน ย้ำระบบบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ มั่นใจผ่านฤดูฝนได้ไม่ซํ้ารอยปี 54 แม้เจอพายุ 5 ลูกเท่ากัน
วันนี้(7 ต.ค. 68) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวสถานการณ์น้ำเหนือ น้ำหนุน น้ำฝน ร่วมกับสำนักการระบายน้ำพร้อมนำสื่อมวลชนลงเรือสำรวจการเตรียมความพร้อมบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา
โดย ผู้ว่าฯชัชาติ กล่าวว่า จากข้อกังวลของพี่น้องประชาชนหลายภาคส่วนเกี่ยวกับสถานการณ์นํ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่าจะท่วมซํ้ารอยปี 54 หรือไม่ เนื่องจากมีหลายจังหวัดเกิดนํ้าท่วมและโลกออนไลน์มีการลงคลิปนํ้าท่วมซึ่งมีการคลาดเคลื่อนไปบ้างตลอดจนพบมีนํ้าท่วมหลายจุดในกรุงเทพฯ อาทิ ถนนศรีนครินทร์ ถนนเฉลิมพระเกียรติ อุดมสุข อ่อนนุช ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจากกรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องนํ้าหลักๆ 3 นํ้า ได้แก่ นํ้าฝน นํ้าเหนือ และนํ้าหนุน
ผู้ว่าฯชัชชาติ อธิบายว่า นํ้าฝน คือฝนที่ตกในพื้นที่กรุงเทพฯไม่เกี่ยวกับเรื่องนํ้าปี 54 แต่อย่างใด หากฝนตกหนักมากก็อาจส่งผลให้มีนํ้าท่วมขังบางจุดซึ่งต้องใช้เวลาเพื่อรอการระบาย ส่วนนํ้าเหนือและนํ้าหนุนนั้น เชื่อว่าปัจจุบันมีการบริการจัดการที่ดีขึ้นมาก
โดยภาพรวมไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ต้องเป็นห่วง ทุกอย่างสามารถควบคุมได้และเป็นไปตามแผนปฏิบัติการซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถผ่านฤดูฝนปีนี้ไปได้ด้วยดี
ด้าน นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ และในฐานะรองโฆษก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าว สรุปสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ ปัจจุบันมีความจุอยู่ที่ 96% คาดว่าจะมีความจุอยู่ที่ 100% พอดี เขื่อนแควน้อย ปัจจุบันน้ำล้นแล้วมีน้ำที่ลงมาเติมกับลำน้ำน่าน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ระบายลง ซึ่งระดับน้ำในเขื่อนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ เขื่อนภูมิพลปัจจุบันมีความจุอยู่ที่ 89% คาดว่าจะไม่ล้น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์คาดว่าน้ำจะล้น จึงมีการสลับเพิ่มการระบายน้ำในช่วงที่น้ำเหนือกำลังลงมาเพิ่มการระบายน้ำสูงสุด 6,000 ลบ.ม./วินาที
ขณะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีการปรับการระบายน้ำ ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มสูงมากไปกว่านี้ น้ำที่เกิดขึ้นจากพายุวิภา คาจิกิ ลากาซา บัวลอย และแมตโม ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อฝนที่ตกในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยปริมาณน้ำผ่านที่จังหวัดนครสวรรค์สูงสุดในช่วงที่ผ่านมา 2,700 ลบ.ม./วินาที ซึ่งปริมาณน้ำในตอนบนเริ่มไหลมาถึงเขื่อนเจ้าพระยาแล้ว
เขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลสูงสุด 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมีอัตราการไหลที่น้อยลง เขื่อนเจ้าพระยาจึงลดการระบายน้ำได้ตามลำดับ ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีการเปิดระบายน้ำในช่วงที่ผ่านมาเพื่อป้องกันน้ำล้น และรองรับฝนที่จะตกในช่วง 2 สัปดาห์นี้ได้
สำหรับการประเมินอัตราการไหลน้ำเข้าเขื่อน ประเมินว่าปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาสูงสุดคือ 2,500 ลบ.ม./วินาที และน้ำจะไหลเข้าน้อยตามลำดับ เพราะมีการผันน้ำไปฝั่งตะวันตกและตะวันออก ซึ่งจะมีการปรับอัตราการไหลของน้ำให้เหลือ 2,300 ลบ.ม./วินาที ในช่วงกลางเดือน ต.ค.นี้
ทั้งนี้เมื่อเทียบกับสถานการณ์น้ำในปี 2554 พบว่าปีนี้มีพายุ จำนวน 5 ลูกเช่นเดียวกับปี 2554 ปริมาณน้ำท่าในปี 2554 มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่จังหวัดนครสวรรค์ 4,578 ลบ.ม./วินาที ขณะที่ปี 2568 อยู่ที่ 2,748 ลบ.ม./วินาที ส่วนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในปี 2554 อยู่ที่ 3,162 ลบ.ม./วินาที และปี 2568 อยู่ที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งแม้จะมีฝนตกเพิ่มขึ้นก็จะมีการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในระดับเท่านี้ และจะส่งผลไม่ให้ปริมาณน้ำสูงเกินกว่านี้แล้ว
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การคาดการณ์ว่าช่วงเวลาน้ำหนุนสูงสุดที่จะวิกฤตคือวันที่ 10-11 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อเขื่อนป้องกันตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา โดยที่ผ่านมาจุดเสี่ยงน้ำท่วมตามบริเวณแนวป้องกัน ปัจจุบันได้ดำเนินการแก้ไขจุดฟันหลอแล้วเสร็จ 22 จุด คงเหลือแนวฟันหลอ 10 จุด พร้อมทั้งเตรียมกระสอบทราย 1,130,000ใบ ใช้ไปแล้ว 198,700 ใบ ส่วนที่เหลือจะลงกระจายตามเขตเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามแนวต่างๆ โดยจะมีการใช้พลาสติกคลุมเพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าตามแนวกระสอบ แต่ปัญหาคือชุมชนที่อยู่นอกแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา 11 ชุมชน 320 หลังคาเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 6 เขต ประกอบด้วย
ดุสิต พระนคร บางคอแหลม ยานนาวาบางกอกน้อย และคลองสาน กรุงเทพมหานคร เบื้องต้นได้ลงพื้นที่เข้าไปดูแลแล้ว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews