การประชุมศบ.ทก.วันนี้มีการสรุปเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อม ประณามอย่างรุนแรง ต่อการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ด้วยการโจมตีเป้าพลเรือน ซึ่งขัดกับหลักการสากล
โดย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม และโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. ด้านความมั่นคง ระบุว่า ขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย จากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเช้าของเมื่อวานนี้ การปะทะดังกล่าวเป็นเหตุที่ไม่คาดคิด ทำให้ฝ่ายเราไม่สามารถแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนได้ล่วงหน้า
จึงอยากแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสู้รบหรือการปะทะในครั้งนี้ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนของทั้งสองฝั่งให้อพยพออกจากพื้นที่เพื่อลดและการป้องกันความเสียหายข้างเคียง
ซึ่งยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของฝ่ายไทย ณ เวลา 09.00 น. วันที่ 25 ก.ค. พลเรือนเสียชีวิต 14 คน ที่เหลือบาดเจ็บ รวมแล้ว 45 คน ขณะเดียวกัน จ.ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี มีการอพยพประชาชนไปกว่า 130,000 คนแล้ว ได้มีการจัดเตรียมศูนย์พักพิงสามารถรองรับได้กว่า 300,000 คน รวมทั้งจัดชุด ชรบ.ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนแล้ว
ขณะที่ กระทรวงสาธารณสุขได้อพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ออกจากรัศมีของการโจมตีรวมทั้งหมด 11 แห่ง มี 4 แห่ง ปิดทำการไปโดยปริยาย เพราะมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีผู้ป่วยใน รวมทั้งหมดบุคลากรทางการแพทย์ มีการอพยพออกจากพื้นที่แล้ว
และจากการโจมตี ไปยังโรงพยาบาลซึ่งถือเป็นพื้นที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาเจนีวาและเป็นการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ฝ่ายไทยขอประท้วงและประณามอย่างรุนแรงในเหตุการณ์นี้ด้วย
ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุม ศบ.ทก.? ด้านต่างประเทศ ย้ำว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ ที่ฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มยิงฝ่ายไทย ซึ่งการโจมตีที่รุนแรงต่อเนื่อง โดยไม่ได้มีเพียงเป้าหมายทางทหาร แต่ยังทำให้เกิดผลเสียหายแก่ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน และสถานที่สาธารณะที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย
โดยรัฐบาลไทยได้ประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการกระทำของกองทัพกัมพูชา และได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตไทย ประจำกัมพูชากลับประเทศไทย และขอให้เอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย กลับประเทศเช่นกัน
ย้ำว่า การกระทำของกัมพูชาเป็นการละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเกิดขึ้นซ้ำๆ ตั้งแต่ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ในวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม ซึ่งรัฐบาลไทยเรียกร้อง ให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยุติการโจมตีเป้าหมาย ทั้งทางทหาร และพลเรือน รวมถึงยุติการละเมิดอธิปไตยของไทยโดยทันที
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยพร้อมที่จะยกระดับมาตรการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังไม่ยุติการโจมตีทางอาวุธ และละเมิดอธิปไตยของไทยตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ
ย้ำว่า การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 เกี่ยวกับการคุ้มครองโรงพยาบาล และฉบับที่ 4 เกี่ยวกับการคุ้มครอง
หน่วยแพทย์ รวมถึงเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมต่อผู้บริสุทธิ์
ส่วนการส่งหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาตามที่ปรากฏในรายงานข่าว ว่าฝ่ายกัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติ ขอให้เรียกประชุมด่วน เพื่อยุติเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง
ยืนยันฝ่ายไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเช่นกัน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และไทยมีหลักฐานว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่าย เริ่มยิงก่อนและมีการใช้ความรุนแรงจนพลเรือนฝ่ายไทยเสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นการรุกรานอธิปไตยอย่างชัดเจน
โดยขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เวียนหนังสือของฝ่ายไทยเป็นเอกสารของ UNSC อย่างเป็นทางการเพื่อให้สมาชิกทุกประเทศรับทราบ และวันนี้ในเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของนครนิวยอร์ก ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะจัดประชุมแบบปิดเพื่อหาเรือเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
ซึ่งขอยืนยันการประชุมในลักษณะนี้จัดขึ้นเป็นปกติและไม่ใช่การประชุมเพื่อลงมติใดๆ เป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการ โดยเชิญคู่กรณี พร้อมทั้งสมาชิก 15 ประเทศของ UNSC มารับทราบข้อมูล
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเดินทางกลับประเทศไทยในคืนนี้ และจะรายงานให้รับทราบรายละเอียดต่อไป
โดยนางมาระตี ยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะดำเนินการ ทั้งในด้านความมั่นคง ทางการทูต การบริหารจัดการในพื้นที่ชายแดน ตลอดจนมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชน เพื่อปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และท่าทีไทยบนเวทีโลกอย่างเต็มรูปแบบ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews