ศบ.ทก. ด้านต่างประเทศ ประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง โจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย โรงพยาบาลพื้นที่ชายแดน ปรับลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมเผย UNSC เตรียมจัดประชุมแบบปิด มุ่งดำเนินการทุกมิติทั้งด้านทูต และความมั่นคง เพื่อปกป้องอธิปไตยไทยบนเวทีโลกอย่างเต็มที่
นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. โดยเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ ที่ฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มยิงฝ่ายไทย ซึ่งการโจมตีที่รุนแรงต่อเนื่อง
โดยไม่ได้มีเพียงเป้าหมายทางทหาร แต่ยังทำให้เกิดผลเสียหายแก่ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน และสถานที่สาธารณะที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย โดยรัฐบาลไทยได้ประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการกระทำของกองทัพกัมพูชา และได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตไทย ประจำกัมพูชากลับประเทศไทย และขอให้เอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย กลับประเทศเช่นกัน
ย้ำว่า การกระทำของกัมพูชาเป็นการละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงโดยเกิดขึ้นซ้ำๆ ตั้งแต่ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ในวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม 2568 ซึ่งรัฐบาลไทยเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยุติการโจมตีเป้าหมาย ทั้งทางทหาร และพลเรือน รวมถึงยุติการละเมิดอธิปไตยของไทยโดยทันที ทั้งนี้ รัฐบาลไทยพร้อมที่จะยกระดับมาตรการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังไม่ยุติการโจมตีทางอาวุธ และละเมิดอธิปไตยของไทยตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ย้ำว่า การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 เกี่ยวกับการคุ้มครองโรงพยาบาล และฉบับที่ 4 เกี่ยวกับการคุ้มครองหน่วยแพทย์ รวมถึงเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมต่อผู้บริสุทธิ์
พร้อมกันนี้ ได้เชิญภาคเอกชน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มาหารือเกี่ยวกับแผนการช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชา กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
สามารถรองรับสถานการณ์และดูแลช่วยเหลือคนไทยหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินใดๆ ซึ่งทุกภาคส่วนได้ยืนยันความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ และร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ในกัมพูชา
ส่วนการส่งหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาตามที่ปรากฏในรายงานข่าว ว่าฝ่ายกัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ขอให้เรียกประชุมด่วน เพื่อยุติเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ยืนยันฝ่ายไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเช่นกัน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และไทยมีหลักฐานว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อนและมีการใช้ความรุนแรงจนพลเรือนฝ่ายไทยเสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นการรุกรานอธิปไตยอย่างชัดเจน
โดยขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เวียนหนังสือของฝ่ายไทยเป็นเอกสารของ UNSC อย่างเป็นทางการเพื่อให้สมาชิกทุกประเทศรับทราบ และวันนี้ในเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของนครนิวยอร์ก ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะจัดประชุมแบบปิดเพื่อหาเรือเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ขอยืนยันการประชุมในลักษณะนี้จัดขึ้นเป็นปกติและไม่ใช่การประชุมเพื่อลงมติใดๆ เป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการ โดยเชิญคู่กรณี พร้อมทั้งสมาชิก 15 ประเทศของ UNSC มารับทราบข้อมูล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเดินทางกลับประเทศไทยในคืนนี้ และจะรายงานให้รับทราบรายละเอียดต่อไป
และในวันนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างประเทศ ที่มาติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงแนวทางและการดำเนินการของประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริง และให้แต่ละประเทศรับทราบอย่างครอบคลุม เพราะขอให้ประชาชน มั่นใจกระทรวงการต่างประเทศทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสื่อสารเรื่องราวและท่าทีของไทยไปสู่ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
สำหรับกระแสข่าว ที่กัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ในสื่อโซเชียล เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยประณามกองทัพไทย ว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ได้กระทำการรุกราน สร้างความเสียหาย ให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก เป็นการละเมิดกฎหมายทั่วประเทศโดยเฉพาะกฎหมายคุ้มครองแหล่งวัฒนธรรม ภายใต้กรอบยูเนสโก้ อย่างไรก็ตาม การปะทะระหว่างกองกำลังไทย และกัมพูชา โดยฝ่ายกัมพูชาฝั่งที่ยิงก่อน เกิดขึ้นที่ภูมะเขือซึ่งอยู่ห่างจากเขาพระวิหารถึง 2 กิโลเมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกระสุน หรือสะเก็ดระเบิด ที่เดินทางไปไกลถึงปราสาทพระวิหาร ซึ่งทั้งหมดนี้ฝ่ายไทยจะชี้แจงโดยหนังสือเช่นกัน
นอกจากนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายหนึ่งได้นำเสนอภาพการโจมตีปั๊มน้ำมัน และเซเว่นอีเลฟเว่น ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่กลับไปเสนอภาพ ว่า เกิดขึ้นในสถานที่แห่งหนึ่งในกัมพูชา ซึ่งเป็นข่าวปลอม โดยทางกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินหน้าติดตามข่าวปลอมในลักษณะเช่นนี้ต่อไปเพื่อทำความเข้าใจ และชี้แจงกับสำนักข่าวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
นางมาระตี กล่าวว่า รัฐบาลจะดำเนินการ ทั้งในด้านความมั่นคง ทางการทูต การบริหารจัดการในพื้นที่ชายแดน ตลอดจนมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชน เพื่อปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และท่าทีไทยบนเวทีโลกอย่างเต็มรูปแบบ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews