นายกฯ ขอบคุณทุกภาคส่วนสนับสนุนพัฒนาทุกมิติของประเทศ จนอันดับการพัฒนาที่ยั่งยืน ไทยยืนที่ 1 ในอาเซียน 6 ปีซ้อน มั่นใจ เร็ววันนี้จะขยับขึ้นมากว่าอันดับ 3 ที่เคยได้ในภูมิภาคเอเชีย
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในงาน JFCCT Prime Minister’s Address Luncheon 2025 ของหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทยในหัวข้อ “Sustainable Thailand – Advancing with Reforms” โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานในวันนี้ ซึ่งมีผู้นำภาคธุรกิจและผู้มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกเข้าร่วมจำนวนมาก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างประเทศต่ออนาคตทางเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งขอบคุณ JFCCT ที่ได้จัดงานนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงหัวข้องาน “Sustainable Thailand – Advancing with Reforms” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล เพื่อสร้างการเติบโตและยืดหยุ่นให้กับประเทศไทยในระยะยาว โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนจะช่วยนำทางประเทศไทย ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
และสร้างความสำเร็จระยะยาวในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน นั้นรัฐบาลย้ำในการให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยดัชนี SDGs ปี ค.ศ. 2024 ไทยได้รับการจัดอันดับที่ 45 ของโลก อันดับที่ 3 ในเอเชีย และอันดับที่ 1 ในอาเซียน ติดต่อกัน 6 ปี (ค.ศ. 2019 – 2024)นอกจากนี้ เมื่อปีที่ผ่านมาไทยได้รับเชิญให้เข้าสู่กระบวนการเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การ
เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นสมาชิก OECD โดยเป็นผลสำเร็จจากโครงการความร่วมมือต่าง ๆ กับ OECD เช่น การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอนและการเปลี่ยนผ่านของไทย
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยเพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น ซึ่งรัฐบาลมุ่งมั่นเปลี่ยนการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน โดยสนับสนุนการนำโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green (BCG) มาใช้
ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก เช่น เกษตรกรรมและอาหาร การดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานและวัสดุ การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านความหลากหลายทางชีวภาพและเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก สิ่งสำคัญของกลยุทธ์นี้คือ การส่งเสริมความรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านการผลิตและการบริโภค การลดขยะ และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด
ซึ่งจะสนับสนุนไทยให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065 นอกจากนี้ ไทยมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อปี ค.ศ. 2018 และมีความก้าวหน้าภายใต้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงมีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี ค.ศ. 2040 โดยความพยายามเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอนาคตที่ดีและยั่งยืนสำหรับทุกคน
ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณและยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและครอบคลุม ซึ่งมุ่งเน้นที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเชื่อมั่นว่า แนวคิดและความคิดเห็นที่ได้มีการแลกเปลี่ยนในวันนี้จะเป็นแรงบันดาลใจและแนวทางในการขับเคลื่อนสู่สังคมที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำการทำงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน มั่งคั่ง และครอบคลุมสำหรับทุกคน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews