กมธ.มั่นคงฯบี้ธนาคารไทย ตอบรบ.เมียนมาทำธุรกรรมซื้ออาวุธ

การเมือง ข่าว

 

 

กมธ.มั่นคงฯ เชิญตัวแทนธนาคารไทย ชี้แจงกรณีรายงาน UN ปี 2023 รัฐบาลทหารเมียนมาใช้ 5 ธนาคารไทยทำธุรกรรมซื้ออาวุธทำสงครามกว่า 120 ล้านเหรียญสหรัฐ เชื่อมีการใช้นอมินีหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

 

 

คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สมาคมธนาคารไทย, ธนาคารไทย 5 ธนาคาร,กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหารือและตอบข้อซักถาม ในกรณีเกี่ยวกับรายงานของผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งระบุว่ามีการใช้ระบบธนาคารไทยในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการทำสงครามโดยรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งในปีล่าสุดมีมูลค่าการทำธุรกรรมสูงถึง 120 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

โดยที่ประชุมเริ่มต้นด้วยการสรุปเนื้อหาในรายงาน โดย ทอม แอนดรูวส์ ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งได้เข้าร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามในที่ประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ ในวันนี้ด้วยตนเอง

 

 

โดย ทอม ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวล คือยอดธุรกรรมโดยรัฐบาลทหารเมียนมาที่มีการทำผ่าน 5 สถาบันทางการเงินของไทยในปีล่าสุด เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า คือจาก 60 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2022 เป็น 120 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2023 โดยการทำธุรกรรมจำนวนมาก ถูกใช้ไปทั้งในการสนับสนุนการซื้อเฮลิคอปเตอร์จู่โจม เครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินขนาดเล็ก ซึ่งอาวุธเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการปฏิบัติการที่เป็นการโจมตีเป้าหมายซึ่งเป็นพลเรือน

 

ทั้งนี้ ทางผู้รายงานพิเศษยังไม่พบหลักฐานที่สามารถชี้ชัดได้ ว่ารัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนหรือมีส่วนร่วมในการทำธุรกรรมเหล่านี้โดยกองทัพเมียนมา และจากข้อมูลที่ผู้รายงานพิเศษได้รับจากบางธนาคาร กรณีดังกล่าว อาจเกิดมาจากการที่รัฐบาลทหารเมียนมาใช้มาตรการหลบเลี่ยงการตรววจสอบที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยตั้งบริษัทนายหน้าขึ้นมาประสานงาน ทำให้ธนาคารในประเทศไทยอาจไม่ได้ตระหนักว่าการทำธุรกรรมเหล่านั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง

 

ประเด็นสำคัญ คือ ปัจจุบันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะสามารถทำอะไรได้บ้าง และในอนาคตจะมีมาตรการป้องกันอะไรได้บ้าง ทั้งนี้ ทางผู้รายงานพิเศษมีข้อเสนอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการและรัฐบาลไทย แถลงจุดยืนที่ชัดเจน คัดค้านการให้ความสนับสนุนทางธุรกรรมในการซื้อขายอาวุธ ดังที่สิงคโปร์ได้เคยแถลงจุดยืนเรื่องนี้อย่างเปิดเผยชัดเจนมาแล้ว ซึ่งจะเป็นการสะท้อนการปฏิบัติตามมติสมัชชาสหประชาชาติที่เรียกร้องให้สมาชิกทุกประเทศป้องกันการไหลเวียนของอาวุธทั้งหมดในเมียนมา และสอดคล้องกับฉันทามติ 5 ข้ออาเซียนในกรณีเมียนมา

 

นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลไทยทำการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวอย่างละเอียด อาจเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยดังที่ปรากฏในรายงาน และขอให้คณะกรรมาธิการส่งสัญญาณ ถึงรัฐบาลไทยในการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลไทยเรียกร้องไปยังธนาคารในประเทศไทย ให้ยุติการอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารเมียนมาทั้งหมด โดยเฉพาะต่อธนาคารที่รัฐบาลทหารเมียนมาเป็นผู้ควบคุม เพื่อการยุติและป้องกันอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา

 

หลังจากการสรุปรายงานโดยผู้รายงานพิเศษ ได้มีสมาชิกและที่ปรึกษากรรมาธิการ รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนใจเข้าฟังการประชุม ร่วมซักถามและให้ข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหลายคน รวมถึงการชี้แจงจากทั้งฝ่ายธนาคาร และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

 

 

โดยหนึ่งในผู้ถามคำถามและข้อเสนอแนะคือ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการความมั่นคง ที่ระบุว่าวัตถุประสงค์ของการประชุมในวันนี้ไม่ใช่การจี้หาคนผิด และตนก็เชื่อตามที่รายงานระบุว่า ธนาคารไทยไม่ได้รับรู้มาก่อนว่าการทำธุรกรรมนั้นเกี่ยวกับการทำสงคราม ระบบธนาคารของไทยเพียงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการทำสงครามในประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่รู้ตัวมาก่อน

 

จากรายงานของผู้รายงานพิเศษต่อองค์กรสหประชาชาติในประเด็นเดียวกัน ที่ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 มีการระบุรายชื่อบริษัทที่สนับสนุนการจัดซื้ออาวุธให้รัฐบาลทหารเมียนมาถึง 254 บริษัท ซึ่งหลายบริษัทเป็นบริษัทในประเทศสิงคโปร์ เมื่อมีการระบุรายชื่ออย่างชัดเจนออกมารัฐบาลสิงคโปร์ก็ได้สั่งให้บริษัทเหล่านั้นทำการตรวจสอบลูกค้าของตัวเองอย่างละเอียดที่สุด จนสามารถลดธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องลงไปได้ถึง 90% จาก 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐเหลือ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

แต่ขณะเดียวกัน ธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารเมียนมาในประเทศไทยจากรายงานปีนี้ ได้เพิ่มขึ้นจาก 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐมาเป็น 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คำถามคือเป็นไปได้หรือไม่ว่า ได้มีการเคลื่อนย้ายศูนย์กลางการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องจากสิงคโปร์มาประเทศไทยแทน และในทางเทคนิค ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสมาคมธนาคารไทยจะใช้รายชื่อ 254 บริษัทจากรายงานปีที่แล้วมาตรวจสอบ ว่าบริษัทเหล่านั้นได้กลายมาเป็นลูกค้าของธนาคารไทยแทนหรือไม่

 

นอกจากนี้ ในรายงานปีนี้มีรายชื่อ 2 บริษัทที่เกี่ยวข้องในกรณีที่มีความสำคัญมาก คือการจัดซื้อน้ำมันสำหรับเครื่องบินขับไล่ของกองทัพเมียนมา คือ บริษัท CB Energy ที่ผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยและคนเมียนมาอย่างละคนกับบริษัท ตะวัน ออยล์ เทรดดิ้ง ซึ่งมีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยทั้ง 2 คน ทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทสัญชาติไทยที่จดทะเบียนในไทยทั้งคู่ และมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าทั้ง 2 บริษัทนี้ใช้บริการธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทยในการทำธุรกรรม คำถามคือทั้งสองธนาคารจะมีการดำเนินการต่อทั้งสองบริษัทนี้อย่างไร

 

ประเด็นต่อมา คือเรื่องของจรรยาบรรณธุรกิจ (code of conduct) ซึ่งมีกรณีที่น่าสนใจคือการถอนการลงทุนทั้งหมดโดยบริษัท Total และ Chevron ออกจากเมียนมา โดยให้เหตุผลว่าบริษัทมีจรรยาบรรณทางธุรกิจ ที่ชัดเจนว่าไม่สามารถทำธุรกรรมกับผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงได้ คำถามคือทุกธนาคารในประเทศไทยมีจรรยาบรรณธุรกิจที่ชัดเจนในแบบเดียวกันหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านย่อมมีพันธะผูกพันกับผู้ถือหุ้นทันที

 

สำหรับรายงานของผู้รายงานพิเศษแม้จะไม่มีผลผูกพันในทางพันธปฏิบัติกับประเทศไทย แต่มติสมัชชาสหประชาชาติที่ออกเมื่อเดือนมกราคม 2021 มีผลต่อชาติสมาชิกทุกประเทศ ให้ทุกประเทศสมาชิกต้องไม่ให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือให้เกิดการจัดซื้ออาวุธให้รัฐบาลทหารเมียนมา

 

เช่นเดียวกับที่เราไม่อยากเห็นระบบธนาคารของเราถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนสงครามและการสังหารหมู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เราก็ไม่อยากเห็นการทูตของเราสนับสนุนการสังหารหมู่และรัฐบาลที่กระทำการสังหารหมู่และทำสงครามในประเทศเพื่อนบ้านเช่นเดียวกัน จุดยืนของพวกเราตรงกันหมด

 

ในรายงานแม้จะระบุว่าธนาคารและรัฐบาลไทยไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ปัญหาคือตอนนี้ท่านรู้แล้วว่ามีสิ่งนี้เกิดขึ้น ปัญหาที่เราต้องการคือเมื่อรู้แล้วท่านทำอย่างไร สามารถจัดการอย่างที่รัฐบาลสิงคโปร์ทำในช่วงปีที่ผ่านมา อันส่งผลอย่างมากต่อความพยายามในการสร้างสันติภาพและการสังหารหมู่ในเมียนมา เราพร้อมที่จะนำแบบนั้นหรือไม่ในฐานะชาติสมาชิกของสหประชาชาติ

 

ทั้งนี้ ระหว่างการประชุมซักถาม ทั้งตัวแทนจากฝ่ายธนาคารไทยและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมตอบข้อซักถามในหลายประเด็น โดยในส่วนของตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าจากกรณีที่เกิดขึ้น กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงกับประชาชนทุกรูปแบบ

 

ในส่วนของตัวแทนจาก ธปท. ระบุว่าที่ผ่านมา ธปท. ได้กำชับให้ธนาคารดำเนินมาตรการคว่ำบาตร รวมถึงตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำธุรกรรมเกี่ยวกับประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมาโดยตลอดพร้อมกำชับให้ต้องมีการทบทวนข้อมูลลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงทุกปี ถ้ามีธุรกรรมต้องสงสัยก็จะต้องมีการรายงานต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

ธปท. พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นฐานการสนับสนุนการฟอกเงิน พร้อมจะให้มีการสอบทานกระบวนการเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัด

 

ด้านตัวแทนสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า สมาคมเห็นว่าข้อกล่าวหาตามรายงานดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ตนยืนยันได้ว่าสมาชิกสมาคมธนาคารไทยทำตามที่กระทรวงการต่างประเทศและ ธปท. ขอความร่วมมือมาโดยตลอด ในการไม่สนับสนุนการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้ออาวุธหรือองค์กรทางการทหารเพื่อละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

ทั้งนี้ สมาคมธนาคารไทยให้ความสำคัญในการปฏิบัติอย่างมีความรับผิดชอบต่อลูกค้า ประชาชน และประชาคมโลกมาโดยตลอด โดยยึดและปฏิบัติตามกฎหมายขององค์กรกำกับดูแล คือ ธปท. และ ปปง. อย่างใกล้ชิด มีผู้เชี่ยวชาญดูแลการกำกับดูแล ส่วนรายชื่อบริษัท 254 บริษัทที่อยู่ในรายงานปีก่อนหน้านี้จะเอามาใช้หรือไม่ สมาคมธนาคารไทยเห็นว่าการตรวจสอบจะต้องยึดโยงกับกฎเกณฑ์หรือคำสั่งจากหน่วยงานที่กำกับดูแลก่อน เพราะทุกธนาคารต้องทำตามกฎเกณฑ์และระเบียบที่มีอยู่

 

ธนาคารเองโดยลำพังย่อมไม่สามารถรับรู้ถึงรายการเหล่านั้นได้ ถ้าธนาคารรู้ว่าธุรกรรมเหล่านั้นจะนำไปสู่การซื้อขายอาวุธก็ย่อมจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น แต่การรับรู้ถึงข้อมูลดังกล่าวเกินกว่าความสามารถที่ธนาคารจะรับรู้ได้ ธนาคารไม่มีฝ่ายสืบสวนเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าในอนาคตมีหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาระบุว่ามีธุรกรรมลักษณะนี้ ทุกธนาคารก็พร้อมทำตามแน่นอน ทั้งนี้การดำเนินการต่อไปของสมาคมธนาคารไทย ต้องมีการพูดคุยกับธนาคารสมาชิกก่อน รวมทั้งการปรึกษากับ ธปท. และ ปปง. ต่อไป ธนาคารเองก็อยากทำเพิ่มขึ้นแต่ก็ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าสมาคมธนาคารไทยเองต้องมีพนักพิงหลังด้วย ต้องทำเท่าที่กฎหมายกฎเกณฑ์รองรับให้ทำ แต่ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนให้ธนาคารต้องกลับมาพิจารณา ว่าจะทำอย่างไรเพื่อปิดช่องว่างที่ยังมีอยู่ต่อไป

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews